บล.ไอร่า ชี้ดัชนีการลงทุน ต.ค. ยังคงผันผวน แนะดักทางหุ้นเด่น โอกาสโตต่อเนื่อง ชู BBL- CBG -CPN -GPSC - SPA - STEC เก็บเข้าพอร์ต

ข่าวหุ้น-การเงิน 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562 14:16 น. —ThaiPR.net

บล.ไอร่า ประเมินภาพรวมการลงทุนเดือนตุลาคม 2562 ยังคงผันผวน เหตุปัจจัยภายนอกประเทศ ยังเป็นตัวแปรสำคัญของการลงทุน ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิมช้อปใช้ เข้ามาหนุน Sentiment เชิงบวกให้มีความคึกคักเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ในไตรมาส4/2562 ได้ประมาณ 0.2 – 0.3% พร้อมแนะดักทางหุ้นน่าลงทุน BBL – CBG – CPN – GPSC - SPA และ STEC ชี้ปัจจัยพื้นฐานดี และ มีโอกาสการเติบโตสูงต่อเนื่อง

บล.ไอร่า ชี้ดัชนีการลงทุน ต.ค. ยังคงผันผวน แนะดักทางหุ้นเด่น โอกาสโตต่อเนื่อง ชู BBL- CBG -CPN -GPSC - SPA - STEC เก็บเข้าพอร์ต

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA ประเมินทิศทางตลาดและกลยุทธ์การลงทุนช่วงเดือนตุลาคมว่า หากพิจารณาภาพรวมในเชิงบวก ในช่วงเดือนนี้ทางฝ่ายวิจัยมองว่ายังคงมีแรงเก็งกำไรจากเรื่องผลประกอบการงบไตรมาส3/2562 ที่จะปิดงบและจะทยอยแจ้งออกมา ดังนั้นจึงคาดว่าจะมีแรงเก็งกำไรในเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องถึงกลางช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ นอจากนี้ ยังแนะให้จับตาความเป็นไปได้ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มอันดับ Credit Rating ไทย ช่วงปลายปี – ต้นปี2563

ในขณะที่มาตรการชิมช้อปใช้ เข้ามาสร้าง Sentiment เชิงบวก ในภาคการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP ในไตรมาส4/2562 ได้ประมาณ 0.2 – 0.3% พร้อมกันนี้ ยังมีการออกมาคาดการณ์ว่ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง เพื่อช่วยชดเชยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง รวมถึงการส่งออกหดตัว ในขณะเดียวกันจากภาพรวมของการประเมินมีหลายๆฝ่าย ออกมาคาดการณ์ปรับเป้าหมาย GDP ในปี2562 ลง โดยมองว่ามีแนวโน้มต่ำกว่า 3.0%

ส่วนภาคการท่องเที่ยวนั้น จะเห็นได้ว่าจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือนส.ค. 62 อยู่ที่ 3.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7%YoY และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.ค 62 โดยเป็นนักท่องเที่ยวจีน 1.03 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 19%YoY และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก.ค 62 ประมาณ 6% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีการฟื้นตัว โดยล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรก มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 26.56 ล้านคน ทำให้มองว่าภายในปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว ประมาณ 40 – 41 ล้านคน ซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลประเมินไว้

ส่วนปัจจัยต่างประเทศนั้น ทางฝ่ายวิจัยมองว่า ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความกังวลต่อสงครามการค้าครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และ EU และอยู่ระหว่างติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน (10 – 11ต.ค. 62) หากมีความชัดเจนและส่งสัญญาณดี คาดเป็นปัจจัยหนุนภาพรวมตลาดฯ แต่ในทางกลับกันหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ คาดว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ อาจจะทวีคูณเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะกดดันภาพรวมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่วันที่ 15 ต.ค. 62 จะครบกำหนดสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน วงเงิน 250,000 ล้านUSD จาก 25% เป็น 30% และวันที่ 18 ต.ค. 62 สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU วงเงิน 7,500 ล้านUSD ซึ่งปัจจัยดังกล่าวในข้างต้น ยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้าหากมีความยืดเยื้อ พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นที่น่าจับตา กรณีปัจจัยหนุนจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น ECB กลับมาใช้ QE วงเงิน 20,000 ล้านยูโร/เดือน เริ่มตั้งแต่ พ.ย.'62 เป็นต้นไป พร้อมติดตามการประชุมเฟด 29 – 30 ต.ค. 62 มีโอกาสสูงที่เฟด อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯล่าสุดอ่อนแอ "ภายใต้ความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงประเด็นสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน พร้อมกับข้อพิพาททางการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ EU คาดยังกดดันหุ้นในกลุ่ม Global Play เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และกลุ่มพลังงาน ที่คาดความต้องการชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ"

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มและภาพรวมการลงทุนที่ยังคงมีการผันผวนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัย ออกมาประเมินกลยุทธ์การลงทุน โดยให้กรอบสัญญาแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,599 จุด หากหลุดแนวรับดังกล่าว จะถือเป็นสัญญาณขาย นอกจากดัชนีจะสามารถเด้งกลับไปยืนเหนือ 1,620 จุดได้ ดังนั้นจึงแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

พร้อมทั้ง แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม ที่สามารถรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่มีความผันผวน เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นต้น และทยอยสะสมหุ้นเชิงพื้นฐานที่ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 ซึ่งมีหุ้นที่น่าสนใจ อาทิ BBL โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 209 บาท , CBG ราคาเป้าหมาย(ปี63)ที่ 91 บาท , CPN ราคาเป้าหมายที่ 90 บาท, GPSC ราคาเป้าหมายที่ 76 บาท, SPA ราคาเป้าหมายที่ 17.20 บาท และ STEC ราคาเป้าหมาย(ปี63)ที่ 27.25 บาท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ