1. สภาวะเศรษฐกิจอิตาลีในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2552 ค่อนข้างทรงตัวหลังจากที่ได้เริ่มกระเตื้องขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา
สมาพันธ์หอการค้าแห่งชาติ(unioncamere) ได้รายงานว่าในช่วง เม.ย. — มิ.ย. มีจำนวนธุรกิจเปิดใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนธุรกิจที่ต้องปิดกิจการ โดยจำนวนธุรกิจที่ต้องปิดกิจการ 2,750 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกของปี 52 ซึ่งมีจำนวน 2,626 ราย นอกจากนี้บริษัทผู้ประกอบการในอิตาลีราว 20.7% ได้ร้องเรียนว่าต้องประสบปัญหาในการได้รับสินเชื่อ ในขณะที่ 43.3% แจ้งว่าไม่มีปัญหาและ 35.9% ไม่ต้องการสินเชื่อ
2. สมาพันธ์ผู้ค้าปลีก(National retailers association confcommercio) ได้รายงานเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 ว่าภาวะเศรษฐกิจได้เริ่มฟื้นตัวโดยเห็นได้จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เริ่มกลับมาดีขึ้นในเดือนมิ.ย. 52หลังจากลดลงเหลือ 0.3% ในเดือนพ.ค. และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นบวกได้ใน 3 เดือนข้างหน้าหลังจากหน้าร้อนไปแล้ว แม้การฟื้นตัวดังกล่าวจะไม่ได้เพิ่มมากนักแต่ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ การใช้จ่ายในธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นค่อนข้างดีกว่าโดยเพิ่มขึ้น +1.5% จากเดือนก่อนในขณะที่การใช้จ่ายในสินค้าเท่ากับ + 0.8 % การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการใช้จ่ายในด้านโรงแรมและการทานอาหารข้างนอกบ้าน (+2.5%) การใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมใหม่ๆและเสื้อผ้า/อาหาร ในขณะที่การใช้จ่ายในการคมนาคม (Communication) การใช้จ่ายในการดูแลส่วนตัว(personal care) และการใช้จ่ายในบ้านเรือน (household spending) ลดลง
นอกจากนี้ ISTAT ได้รายงานเพิ่มเติมว่าการใช้จ่ายจากรายได้ต่อเดือนของคนหนุ่มสาวที่อยู่คนเดียวจะเป็นการการใช้จ่ายในเรื่องบ้านเรือน 46% ในสินค้าอาหาร 21.6% ยาและบริการด้านสุขภาพ 5%
3. สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTAT) ได้รายงานว่าภาวะเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย. 52 ลดลงเหลือ +0.5% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า(เท่ากับ +0.9%) ซึ่งนับว่าเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ ก.ย. 51 รวมทั้งยังเกิดภาวะเงินเฟ้อติดลบที่มิลาน -0.1% เวนิซ 0.1% เทรนโต -0.3% และอาออสตา -0.5%
นอกจากนี้ EUROSTAT ก็ได้ยืนยันการเกิดภาวะเงินเฟ้อติดลบในยูโรโซนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโรโดยในเดือน มิ.ย. 52 ภาวะเงินเฟ้อในยูโรโซนเท่ากับ -0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้( 0%) และเดือนมิ.ย. 51 ( 4% )
4. ธนาคารชาติแห่งอิตาลี (Bangkok of Italy) รายงานว่าในเดือนพ.ค. 52 หนี้สาธารณะของอิตาลีเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 1.752 ล้านล้านยูโร เป็นผลจากการเก็บรายได้ภาษีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 52 ที่ลดลงถึง 4.5 พันล้านยูโรหรือลดลง -3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ISTAT คาดว่าหนี้สาธารณะของปี 2552 จะเท่ากับ 110.5% ของ GDP สูงกว่าปี 2551 ซึ่งเท่ากับ 1.66 ล้านล้านยูโร (105.8% ของ GDP ) และปี 2550 ซึ่งเท่ากับ 1.6 ล้านล้านยูโร (103.5% ของ GDP)
ทังนี้ อิตาลี เป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
5. รัฐบาลอิตาลีได้จัดทำแผนเศรษฐกิจ 4 ปีของรัฐบาล (Four — year economic planning document — DPEF ) ซึ่งรายงานว่าคาดว่า GDP ของปี 52 จะลดลงเหลือ 5.2% และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในปี 2553 อย่างไรก็ดี แม้ความไม่แน่นอนของโอกาสทางเศรษฐกิจยังคงมีสูงแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เริ่มผ่อนคลายลงแล้วและจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในปี 2553
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานต่างๆทั้งในอิตาลีและต่างประเทศ โดย
5.1 IMF ได้คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีในปี 2552 จะเลวร้ายที่สุดแต่จะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2553 โดยคาดว่า GDP ปี 52 = -5.1% (เดิมคาดการณ์ไว้ — 4.4%)
5.2 OECD ได้คาดการณ์ GDP ปี 52 = -5.5% (เดิมคาดการณ์ไว้ — 5.3%) และ 0.4% ในปี 2553
5.3 EU Commission คาดว่า GDP ปี 52 = -4.4 %
5.4 ธนาคารแห่งชาติอิตาลี คาดว่า GDP ปี 52 = -5.0%
5.5 สมาพันธ์อุตสาหกรรมอิตาลีคาดว่า GDP ปี 52 = -4.9 %
6. ยอดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซด์ในเดือนมิถุนายน 52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายรถสกูตเตอร์(Scooter) ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 76 ของยอดจำหน่ายทั้งหมดเพิ่มขึ้นถึง +31.2 % ชดเชยกับยอดขายรถมอเตอร์ไซด์ที่ลดลง 16.3 %
กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ของอิตาลี ซึ่งรวมถึงบริษัทเฟี๊ยตได้รายงานว่าทั้งยอดขายและสัดส่วนตลาดในเดือนมิ.ย. 52 ได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนโดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 17.1 % และมีสัดส่วนตลาดถึง 34 %
การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล (Green incentive) ที่ออกมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 51 และเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในเดือน มิ.ย. 52 นี้เอง
7. เมื่อวันที่จันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 52 ได้มีการลงนามในข้อตกลง 7 ข้อระหว่างอิตาลีกับจีนภายหลังการเข้าพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีเบอลุสโคนีและประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ในโอกาสการจัดประชุม G 8 ที่อิตาลี ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทั้งการค้าการลงทุน โดยครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เทคโนโลยี ท่องเที่ยว เกษตรและวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ ประธานธิบดี หูจิ่นเทา ได้นำคณะนักธุรกิจจีนจำนวนกว่า 300 คน เดินทางมาอิตาลีเพื่อเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจอิตาเลี่ยนจำนวน 500 รายซึ่งไม่ใช่เฉพาะการซื้อขายเท่านั้นแต่รวมถึงการหาผู้ร่วมค้า (joint ventures) ในหลายๆสาขาอีกด้วย โดยประธาน Confindustria (Mrs.Emma Marcegaglia) ได้กล่าวว่าการตกลงดังกล่าวจะครอบคลุมมูลค่าถึง 1.5 พันล้านยูโร ซึ่งนับเป็นโอกาสดีสำหรับภาคอุตสาหกรรมอิตาลีที่จะช่วยในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศจากภาวะถดถอย
ในโอกาสเดียวกัน บริษัท เฟี๊ยต ได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัท GAC ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนที่จะร่วมกันตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ที่เมือง Changsha โดยจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2554 และในชั้นแรกจะผลิตรถยนต์แบบครอบครัวขนาดเล็ก (Small family Car) ก่อนหลังจากนั้น ก็จะผลิตรถเฟี๊ยตรุ่นที่เป็นที่นิยมมากคือ รุ่น Punto และBravo
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโรม
ที่มา: http://www.depthai.go.th