ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในวันนี้ (1 ก.ค.) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าอุปทานน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับเพียงพอก็ตาม
ณ เวลา 08.03 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ปรับตัวขึ้น 0.73% แตะ 70.01 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวที่กรุงโดฮา หลังอิหร่านยืนยันว่าจะไม่เจรจาโดยตรงกับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ที่เดินทางมายังกาตาร์ แต่จะหารือผ่านคนกลางในระดับเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคแทน ส่งผลให้ความหวังในการยกระดับข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลมาแล้ว 2 สัปดาห์ไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
แม้ความตึงเครียดจะผ่อนคลายลง แต่ตลาดยังคงกังวลต่อประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถคลี่คลายประเด็นที่ค้างอยู่ภายใต้กรอบการเจรจา 60 วัน รวมถึงอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ได้รวดเร็วเพียงใด
อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แม้จะมีเหตุปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์จนกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า มีเรือบรรทุกสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณ 24 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ (29 มิ.ย.) และปริมาณการเดินเรือยังทรงตัวต่อเนื่องถึงวันอังคาร (30 มิ.ย.)
ANZ ระบุว่า ความหวังต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน แต่เตือนว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตยังคงกดดันแนวโน้มตลาด หลังอิหร่านยืนยันว่าจะยังคงดูแลการเดินเรือผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งสะท้อนว่าความปลอดภัยของการขนส่งทางทะเลยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดพลังงาน
ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.93 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน เม.ย. หลังผู้ผลิตเร่งเพิ่มกำลังการผลิตตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน
แม้อุปทานน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอาจจำกัดการปรับขึ้นของราคา แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังมองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยพยุงราคาน้ำมันต่อไป โดยดัชนี China Commodity Index ของ ANZ เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ดัชนีหมวดพลังงานปรับตัวขึ้น 0.5% เช่นกัน สะท้อนว่าความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ร่วงลงประมาณ 38% ในไตรมาส 2 หลังพุ่งขึ้นราว 94% ในไตรมาส 1 นับเป็นการปรับตัวลงรายไตรมาสรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2563 ที่เคยร่วงลง 66% ขณะที่ในเดือน มิ.ย. ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงอีกประมาณ 21% หลังจากปรับตัวลง 19% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 จากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มคลี่คลาย
ขณะนี้ นักลงทุนกำลังรอความคืบหน้าของการเจรจาที่กรุงโดฮา รวมถึงข้อมูลสต็อกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในเร็ว ๆ นี้ เพื่อประเมินทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท