นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป[TISCO]เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในช่วงครึ่งแรกของปี69 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีกำไรสุทธิ3,497 ล้านบาทเพิ่มขึ้น6.4% จากการฟื้นตัวของธุรกิจหลักในหลายด้านทั้งธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยและธุรกิจตลาดทุนสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
แม้ระหว่างไตรมาสที่2 เศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานในตลาดโลกแต่กลุ่มทิสโก้ยังสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างรอบคอบและรักษาระดับผลการดำเนินงานให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจโดยไตรมาส2/2569 มีกำไรสุทธิ1,764 ล้านบาทเพิ่มขึ้น7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์ในประเทศที่เริ่มกลับมาขยายตัวได้โดยเฉพาะรถยนต์EV ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศโดยรวมขยายตัวถึง14% เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัทให้เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นด้วยยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของทิสโก้โตกว่า23% และยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตขึ้นตามมานอกจากนี้การฟื้นตัวของตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักกว่าปีก่อนยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ธุรกิจจัดการกองทุนและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของกลุ่มทิสโก้ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะยังคงได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงแต่ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบการควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างมีวินัยตลอดจนมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐผ่านโครงการSMEs Credit Boost และโครงการไทยช่วยไทยพลัส(60/40)ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งร่วมกันดำเนินมาตรการที่ตอบโจทย์และตรงจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้และเสริมสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทยังคงสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อและระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง
นายศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่าช่วงครึ่งปีหลังกลุ่มทิสโก้จะยังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจโดยจะดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสมควบคู่กับการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมพร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
ในฐานะYour Trusted Financial Advisor ทิสโก้ยังคงมุ่งสร้างโอกาสและความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าในทุกกลุ่มผ่านการให้คำปรึกษาการปรับโครงสร้างหนี้และการสนับสนุนสภาพคล่องแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการรักษาระดับเงินสำรองกองทุนให้แข็งแรงเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตรวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ 3A: Assistant Tools, Automation, Agentic AI เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าพร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตและสร้างความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายนายศักดิ์ชัยกล่าว
สรุปผลประกอบการสำหรับงวดครึ่งปีแรกและไตรมาส2 ของปี2569
งวดครึ่งแรกของปี69 บริษัทมีกำไรสุทธิ3,497 ล้านบาทเพิ่มขึ้น6.4% เมื่อเทียบกับงวดครึ่งปีแรกของปี68 จากการฟื้นตัวของรายได้รวมจากการดำเนินงานประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น4.7% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น16.4% จากทุกธุรกิจหลักธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย(Bancassurance) เพิ่มขึ้น11.3% ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวนอกจากนี้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
ด้านภาวะตลาดทุนฟื้นตัวจากปีก่อนหน้ารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯที่กลับมาขยายตัวและรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวมด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น3.1% โดยยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต(ECL) อยู่ที่1.1% ของสินเชื่อเฉลี่ยทั้งนี้บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น(ROAE) อยู่ที่16.3%
ส่วนงวดไตรมาส 2/69มีกำไรสุทธิ1,764ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาส 2/68จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่เติบโต ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.9% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น6.3%เป็นผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย(Bancassurance)ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น6.9%ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 0.9% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดีและระดับสำรองที่เพียงพอ ครอบคลุมความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ณวันที่30 มิ.ย.69มีจำนวน235,803 ล้านบาททรงตัวจากสิ้นปี68โดย สินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 2.2% จากสินเชื่อรถใหม่เป็นหลัก สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EVประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้เพิ่มมาที่6.7%
อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวถูกหักล้างด้วยการลดลงของสินเชื่อธุรกิจจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้และการชะลอตัวของสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งบริษัทยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) อยู่ที่2.12% ของสินเชื่อรวม ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้าสะท้อนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL Coverage Ratio) อยู่สูงที่190%
ระดับฐานะเงินกองทุน ประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS Ratio) อยู่ที่20.6%สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่1 และชั้นที่2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่18.2% และ2.5% ตามลำดับ