นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 33.4% ในสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 51.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 66.6% ในสัปดาห์ที่แล้ว
นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ และที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่ ยอดเยี่ยม ทำให้เขาไม่เห็นเหตุผลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นี่เป็นหนึ่งในรายงานเงินเฟ้อที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาตลอดอาชีพการทำงานของผม และตอนนี้เฟดไม่มีข้ออ้างสำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย นายแฮสเซตต์กล่าวในรายการ Squawk Box ของสำนักข่าว CNBC
เขากล่าวว่า หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงออกมาในทิศทางเช่นนี้ เฟดก็ควรจะ เริ่มคิดไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นายแฮสเซตต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำเนียบขาวคาดหวังว่านายเควิน วอร์ช ประธานเฟด จะนำคณะกรรมการเฟดไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง
มุมมองของนายแฮสเซตต์ที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลง
นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก กล่าวในวันนี้ว่า เขาเห็นสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าตลาดจะยังคงคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ตาม
ทั้งนี้ ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำภาคธุรกิจ นายวิลเลียมส์ระบุเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่าแรงกดดันด้านราคาได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว
มีเหตุผลที่น่าพอใจหลายประการที่ทำให้คาดว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และจะปรับลดลงในหลายไตรมาสข้างหน้า เขากล่าว และเสริมว่า ผมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.25% ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดในปี 2027 และแตะเป้าหมายดังกล่าวในปี 2028
อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในปีนี้ หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. ส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนายวิลเลียมส์ระบุว่า สงครามดังกล่าว รวมทั้งผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้า และการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อ
นายวิลเลียมส์ระบุว่า เขามองเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปัจจัยเหล่านั้น รวมทั้งแรงกดดันด้านอื่น ๆ กำลังเริ่มคลี่คลายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามองว่าจะไม่มีแรงผลักดันเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการภาษีนำเข้า เนื่องจากภาษีที่หมดอายุจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการใหม่เท่านั้น ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะปรับตัวลงใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่าน
นอกจากนี้ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ แต่เขากล่าวว่า ความไม่สมดุลดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น
นายวิลเลียมส์ยังระบุว่า ตลาดแรงงานไม่ได้เป็นสาเหตุกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคธุรกิจและประชาชนยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง ซึ่งทำให้เฟดมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น
เศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและสอดคล้องกับแนวโน้ม ขณะที่ตลาดแรงงานก็ยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ แต่ตราบใดที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% อย่างยั่งยืน โดยจุดยืนนโยบายการเงินในปัจจุบันถือว่าเหมาะสมต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขากล่าว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ