คีรี ลั่น BTS ฐานะการเงินแกร่งหลังกทม.ใช้หนี้ส่งผลเงินสดล้นมือถึง 50,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้งวดปี 69/70 ที่ 27,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมายังเผชิญภาวะขาดทุน 1,152 ล้านบาทจากตั้งด้อยค่าเงินลงทุนหุ้น JMART ประกอบกับ ภาระต้นทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลืองที่คาดอีก 3 ปีจึงจะถึงจุดคุ้มทุน ส่งผลให้ต้องงดจ่ายเงินปันผลต่อเป็นปีที่ 2 แต่ล่าสุดผู้ถือหุ้นอนุมัติโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้นชดเชยผลขาดทุนสะสมแล้วเคลียร์งบการเงินให้สามารถกลับมาจ่ายปันผลให้เร็วที่สุด พร้อมปรับกลยุทธ์หวนรุกอสังหาฯระดับราคาย่อมเยาโมเดลใหม่ และปรับลดขนาดพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาลงเหลือรองรับ 3 ล้านคน/ปีเน้นสร้างผลตอบแทนรวดเร็วและปลอดภัยในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
*กำเงินไว้ชัวร์กว่า! ไม่ผลีผลามลงทุน
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [BTS] เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาหลังจากบริษัทได้รับชำระหนี้จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ราว 3.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินโดยมีเงินสดอยู่ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝาก 4.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือ 5,000 ล้านบาทเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น เฉลี่ยได้ผลตอบแทน 1.1% หรือประมาณ 500 ล้านบาท แม้ว่าจะน้อยมาก แต่นี่คือสิ่งที่มั่นคงที่สุด ขณะที่ Adjusted Net D/E อยู่ที่เพียง 1.34 เท่า
ขณะเดียวกันบริษัทมองหาโอกาสการลงทุน ที่เน้นการลงทุนที่สามารถที่ให้ผลตอบแทน (Return) กลับมาเร็ว บริษัทจะใช้ความระมัดระวังในการลงทุนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ปีที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะมีดีลต่างๆ ที่กำลังพิจารณาจะลงทุน มันเป็นไปไม่ได้ที่เงินจำนวนอย่างนี้ที่เราเป็นบริษัทจดทะเบียนเอาไปฝากเงินไว้เราพยายามไปลงทุนในสิ่งที่ถูกต้อง เราไม่สามารถผิดพลาดได้อีกแล้ว ตอนนี้บริษัทแข็งแรงนอกจากบุคคลากรแล้วก็คือเงินสด และบวกกับเครดิตที่เรามีจะทำให้เราเดินหน้าต่อไปให้ได้ ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างนี้ เราพยายามหาการลงทุนที่เหมาะสมที่ให้ผลตอบแทนเร็วขึ้น ประธานกรรมการ BTS กล่าวในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น BTS
อย่างไรก็ดี นายคีรี ปฏิเสธที่จะเปิดเผยดีลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างผลตอบแทนคืนแก่ผู้ถือหุ้น BTS ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานรวมปีงบประมาณ 2569/70 (เม.ย. 69 มี.ค. 70) ไว้ที่ 27,000 ล้านบาท และคาดการณ์กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากการดำเนินงานประจำ (Recurring EBITDA) ที่ช่วง 9,000-10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญจำนวน 6,202.91 ล้านบาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการ ส่งผลให้ขาดทุนสะสมลดลงเหลือเพียง 1,487.12 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเคลียร์งบการเงินให้พร้อมสำหรับการกลับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นให้เร็วที่สุด หลังจากงดจ่ายมาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน
*ผู้ถือหุ้นเตือนให้รอบคอบลงทุนหลังขาดทุนหุ้นกลถุม JMART, GRAND, AU
สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณที่ผ่านมา (เม.ย. 68 มี.ค. 69) BTS มีรายได้รวม 2,900 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ต้องเผชิญผลขาดทุนสุทธิ 1,152 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในหุ้น บมจ. เจมาร์ท (JMART) รวมถึงผลกระทบจากราคาหุ้นในพอร์ตการลงทุนอื่น ๆ เช่น GRAND, SINGER และ AU ที่ปรับตัวลดลง โดยนายคีรียืนยันว่า การลงทุนใน JMART เป็นไปเพื่อความร่วมมือทางธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ และตลอดที่ผ่านมา JMART ยังคงจ่ายเงินปันผลให้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมการเทรดในพอร์ตลงทุนของบริษัทยังคงมีกำไร
นายคีรี กล่าวกับที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่มีผู้แจ้งกับกรรมการบริษัท BTS เตือนให้พิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบว่า หุ้น JMART ไม่ใช่เพียงเพื่อลงทุน แต่เกิดความร่วมมือทางธุรกิจ ส่วนการลงทุนใน GRAND นั้นเป็นการลงทุนในลักษณะของพอร์ตลงทุนที่มีหลายบริษัท ซึ่งบริษัทถือหุ้น GRAND ไว้นานแล้ว ยอมรับว่าการเทรดหุ้นมีทั้งกำไรและขาดทุนเป็นเรื่องปกติ แต่ภาพรวมทั้งพอร์ตลงทุนของบริษัทในปีที่แล้วยังมีกำไร ถือว่าน่าพอใจ
การลงทุนหุ้นกลุ่ม JMART เป็นการลงทุนที่มีเป้าหมาย ไม่ใช่เก็งกำไรราคาหุ้น ถึงราคาหุ้นลงมากไป แต่ JMART ก็คืนเงินปันผลให้ทุกปี ราคาหุ้นทั้งตลาดก็เผชิญการปรับลง แต่เชื่อว่าวิกฤตโลกและประเทศดีขึ้น คาดว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้นนายคีรี กล่าว
*รถไฟฟ้ายังมีอนาคต 3 ปีถึงจุดคุ้มทุนสายสีชมพู-เหลือง
นอกจากนี้ ผลประกอบการของ BTS ยังถูกกดดันจากธุรกิจรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงานและเผชิญปัจจัยลบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง
นายคีรี กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีเหลืองมีระยะเวลาสัปทาน 30 ปี เป็นธุรกิจที่ทำกำไรไม่เร็ว เพราะช่วงแรกจำนวนผู้โดยสารยังไม่มาก มีการหักค่าเสื่อมโครงการ เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ใช้เวลา 5 ปี ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศทำให้มีการใช้จ่ายน้อยลง นักท่องเที่ยวจีนก็ลดลงมาก คนเดินทางน้อยลงจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำให้เห็นว่า บริษัทจะมองหาการลงทุนโครงกาารที่สามารถให้ Return ได้เร็วสุดเพื่อชดเชยโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองที่รับผลกระทบโควิด และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
น.ส.ชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองยังจะได้รับค่าก่อสร้างจากรัฐอีก 8 ปี ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 20% คาดว่าอีก 3 ปีน่าจะถึงจุดคุ้มทุน
ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร และ ผู้อำนวยการใหญ่ สายธุรกิจ MOVE กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายตั๋วร่วม ราคา 17-45 บาท ซึ่งในส่วน BTS มีรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีชมพู สีเหลืองที่เข้าร่วมเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้ ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารสายสีเขียวเฉลี่ย 8.3 แสนคน/วัน ซึ่งยังกลับไปไม่เท่าช่วงก่อนโควิดที่ขึ้นไปแตะ 9 แสนคน/วัน
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐ ขณะเดียวกันรัฐจะผลักดันใช้บัตรระบบ EMV เป็นบัตรผ่านการเดินทางรถไฟฟ้า ซึ่งในส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ใช้ได้เฉพาะบัตรแรบบิท หากจะเปลี่ยนเป็นระบบบัตร EMV ต้องใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ดังนั้นจึงได้จัด Gate ที่ใช้บัตร EMV ควบคู่ไปกับบัตรแรบบิทก่อน
*เดินหน้าลุยเต็มตัว ธุรกิจอสังหาโมเดลใหม่-เมืองการบินอู่ตะเภา
ด้านแผนการลงทุนใหม่เพื่อสร้างการฟื้นตัว BTS ได้ปรับกลยุทธ์หันมาเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ โดยหวนกลับมารุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรอบ 30 ปี ผ่านบริษัท บ้านชาวไทย จำกัด (BTS ถือหุ้น 100%) เจาะกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาย่อมเยาที่มีดีมานด์จริงรองรับ ได้แก่ โครงการ D:CODE ศรีนครินทร์ (มูลค่า 8,250 ล้านบาท) และโครงการ D:CRAFT คลองหลวง (มูลค่า 11,000 ล้านบาท) รวมมูลค่า 19,450 ล้านบาท
นายคีรี กล่าวว่า ทั้งสองโครงการมียอดจองทะลุจำนวนที่มีไปแล้ว แสดงว่าทั้ง 2 โครงการได้รับความนิยมจากประชาชน และหลังจากนี้เตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 3 โครงการ ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และใช้เวลา 2 ปีในการก่อสร้าง จากนั้นจะเริ่มมีรายได้เข้ากลุ่มบีทีเอส
ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก โดยบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ซึ่ง BTS ถือหุ้น 40% ร่วมกับ BA (40%) และ STECON (20%) นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอ ครม. รับทราบการเริ่มดำเนินโครงการหลังจากรับมอบพื้นที่ NTP แล้วเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 ทั้งนี้ BTS ได้ปรับลดขนาดอาคารผู้โดยสารลงเหลือรองรับ 3 ล้านคน/ปี จากเดิม 16 ล้านคน/ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ภาครัฐหันไปลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในเมืองการบิน
นายคีรี กล่าวว่า งานก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ คงไม่สามารถการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารรองรับ 16 ล้านคน/ปีได้ตามแผนเดิม เพราะรัฐบาลได้ลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ทำให้เราต้องลดขนาดของสนามบินอู่ตะเภาลง ซึ่งภายในเมืองการบินจะแบ่งส่วนพัฒนาที่ดิน ได้แก่ เขตฟรีเทรดโซน สินค้าปลอดภาษี โรงแรมที่มีขนาด 7,000 ห้อง ศูนย์ประชุม 2 แห่ง พื้นที่สำหรับจัดแข่งรถ F1 ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดพื้นที่ 3 ล้านตร.ม.รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ 880,000 ตร.ม.
ถ้าเราสร้างโครงการนี้ เป็นเมืองท่องเที่ยวดึงดูดนักลงทุน แม้ว่าจะไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แต่ถ้ามีก็ดี ไม่มีก็มีสิ่งทดแทนได้ และยังไม่กระทบกับโครงการอู่ตะเภา เรายังมั่นใจมากกับโครงการนี้ ใกล้แล้วที่จะเดินหน้าสู่การลงทุนนายคีรี กล่าว
*เล็งจ่ายปันผลให้เร็วหลังงดมา 2 ปี
นายคีรี กล่าวว่า ในช่วง 2 ปี บริษัทไม่ได้จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทก็มีความตั้งใจที่จะจ่ายเงินปันผลให้เร็วที่สุด โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติให้โอนส่วนเกินมูลค่าหุ้น 6,202,905,818 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.69 จำนวน 7,690,028,89 บาท ทำให้เหลือผลขาดทุนสะสม 1,487,123,074 บาท
สำหรับแนวโน้มในปีงบประมาณ 2569/70 (เม.ย.69-มี.ค.70) กลุ่มบริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่า Recurring EBITDA จะอยู่ที่ช่วง 9 พัน-1 หมื่นล้านบาท
รายได้ธุรกิจ MOVE ในปี 2569/70 คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ O&M 7.8 พันล้านบาท และรายได้ค่าโดยสารสายสีชมพู-สีเหลืองราว 1.2-1.4 พันล้านบาท นอกจากนี้ คาดว่าจะรับรู้ดอกเบี้ยโครงการรถไฟฟ้า 1.9 พันล้านบาท
ขณะที่จำนวนเที่ยวเดินทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักคาดว่าจะอยู่ที่ราว 210-220 ล้านเที่ยวคนในปี 2569/70 และ เติบโตเป็นประมาณมากกว่า 220 ล้านเที่ยวคนในปี 2571/72
สำหรับธุรกิจ MIX แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจส่งผลให้ภาคธุรกิจเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ความต้องการใช้สื่อที่สามารถสร้างการมองเห็นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ง โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชนและสื่อโฆษณานอกบ้านจะเติบโต 11% และ 7% ตามลำดับ ซึ่ง บมจ.วีจีไอ [VGI] คาดการณ์รายได้ในปี 2569/70 ไว้ที่ 5.05.5 พันล้านบาท และคาดการณ์เงินลงทุน (CAPEX) จำนวน 500 ล้านบาท
ธุรกิจ MATCH คาดว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ ธุรกิจบริการทางการเงินของ บมจ.แรบบิท [RABBIT] รวมถึงธุรกิจ ICT ของ ROCTEC โดย RABBIT คาดว่าจะมีรายได้อยู่ในช่วง 6.0-6.5 พันล้านบาท ขณะที่ ROCTEC คาดว่าจะเติบโตในระดับเลขหลักเดียว (Single-digit growth) ทั้งนี้ ธุรกิจ MATCH คาดการณ์ CAPEX ไว้ที่ 2.7 พันล้านบาท
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร