ทำไมสหรัฐฯ จึงต้องยื่นมือช่วยญี่ปุ่น อุ้มเงินเยน ครั้งแรกในรอบ 15 ปี?

ข่าวต่างประเทศ Monday August 3, 2026 15:43 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เมื่อทางการญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาผนึกกำลังเข้าซื้อเงินเยนพร้อมกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) นับเป็นการร่วมมือแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนครั้งแรกในรอบ 15 ปี เพื่อสกัดกั้นการร่วงลงอย่างหนักของเงินเยนจนลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ พร้อมส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ทั้งสองประเทศพร้อมที่จะดำเนินการอีกครั้งหากความผันผวนในตลาดยังไม่สงบลง

ชนวนเหตุสำคัญของการแทรกแซงค่าเงินร่วมกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเงินเยนทรุดตัวลงไปแตะระดับ 163.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายการเงินและการคลังแบบขยายตัวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ รวมถึงคำถามสำคัญเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว

นโยบายรัฐบาลใหม่กดดันเงินเยนอ่อนค่า-ดอกเบี้ยพุ่ง

นับตั้งแต่ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พร้อมเดินหน้านโยบายเร่งการใช้จ่ายและผ่อนคลายทางการเงินในเชิงรุก ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 10 เยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดวิตกว่าสถานะทางการคลังของญี่ปุ่น ซึ่งเปราะบางที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว จะยิ่งทรุดตัวลงไปอีก

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรก็ส่งสัญญาณเตือนภัยเช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.900% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบเกือบสามทศวรรษ เนื่องจากนักลงทุนเร่งเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของญี่ปุ่นที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง

แรงกดดันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อร่างแผนนโยบายเศรษฐกิจฉบับแรกของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิถูกมองว่า เป็นการส่งสัญญาณปรามไม่ให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนสร้างความหวาดหวั่นว่า BOJ อาจหมดเครื่องมือในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

กระทั่งในวันจันทร์ (3 ก.ค.) ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า การผนึกกำลังกับสหรัฐฯ มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อสยบ ความผันผวนที่เกินขอบเขตและการเคลื่อนไหวที่ไร้ระเบียบของเงินเยนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่ากระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และจะไม่ลังเลที่จะแทรกแซงร่วมกันเพิ่มเติมอีก

ถ้อยแถลงดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนจาก สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นช่วงสั้น ๆ สู่กรอบล่าง 155 เยน จากกรอบบน 157 เยนในเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดของตลาด

เหตุผลที่สหรัฐฯ ต้องออกโรงช่วยญี่ปุ่น

โดยปกติแล้ว การร่วมกันแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศมักถูกสงวนไว้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน แต่สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะเงินเยนอ่อนค่าอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า เพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ และดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพุ่งสูงขึ้นจนยากจะควบคุม

ขณะเดียวกัน ฝั่งสหรัฐฯ เองก็นั่งไม่ติด เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลวอชิงตันวิตกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของญี่ปุ่นที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบเป็นโดมิโนดันให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาสหรัฐฯ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

สำหรับการแทรกแซงร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ครั้งก่อนหน้านี้ ต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2554 โดยการดำเนินการร่วมกันครั้งนั้นเป็นการเข้าแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยนจากวิกฤตนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งเป็นวิกฤตนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดของโลกนับตั้งแต่โศกนาฏกรรมเชอร์โนบิลเมื่อปีพ.ศ. 2529

คาตายามะกล่าวว่า ปฏิบัติการร่วมครั้งล่าสุดนี้มีเป้าหมายเพื่อ เชื่อมโยงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้ากับความเป็นพันธมิตรที่มั่นคงกับสหรัฐฯ ขณะที่ อัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น นิยามการแทรกแซงครั้งนี้ว่าเป็น รูปแบบที่สมบูรณ์ ของความร่วมมือด้านสกุลเงินระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ

ทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า วอชิงตันตัดสินใจเข้าซื้อเงินเยนตามคำร้องขอของญี่ปุ่นที่ ต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย โดยเชื่อว่าการดำเนินการนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่นกัน พร้อมกล่าวว่า เราอยู่ตรงนั้นเพื่อญี่ปุ่นเสมอ ญี่ปุ่นดีกับเรามาก แน่นอน ยกเว้นเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์

ย้อนรอยลำดับเหตุการณ์พยุงค่าเงินเยน

  • 22 ก.ย. 2565: รัฐบาลญี่ปุ่นยุคนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ เข้าแทรกแซงตลาดด้วยการนำเงินดอลลาร์สหรัฐไปแลกซื้อเงินเยนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2541 ด้วยวงเงินประมาณ 2.84 ล้านล้านเยน (1.8 หมื่นล้านดอลลาร์)
  • 21 และ 24 ต.ค. 2565: ญี่ปุ่นซื้อเงินเยนเพิ่มเติมอีกสองครั้ง โดยใช้เงินไปประมาณ 5.62 ล้านล้านเยน และ 7.296 แสนล้านเยนตามลำดับ
  • 29 เม.ย. 2567: ญี่ปุ่นอัดฉีดเงิน 5.92 ล้านล้านเยนเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยน
  • 1 พ.ค. 2567: ญี่ปุ่นดำเนินการแทรกแซงตลาดอีกครั้ง ด้วยการซื้อเงินเยนมูลค่าประมาณ 3.87 ล้านล้านเยน
  • 11 และ 12 ก.ค. 2567: ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงสองวันติดต่อกัน โดยใช้เงินราว 3.17 ล้านล้านเยน และ 2.37 ล้านล้านเยน ตามลำดับ
  • 21 ต.ค. 2568: ซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น
  • 23 ม.ค. 2569: เงินเยนพุ่งสูงขึ้นหลังมีข่าวทางการสหรัฐฯ ดำเนินการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Check) กับธนาคารรายใหญ่ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ตามปกติแล้วจะเกิดขึ้นก่อนการแทรกแซงตลาด
  • เม.ย.-พ.ค. 2569: เงินเยนพุ่งแรงหลายครั้งจากการที่ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดรวมมูลค่ามหาศาลกว่า 11 ล้านล้านเยน
  • 30 ก.ค. 2569: ญี่ปุ่นเข้าซื้อเงินเยนแทรกแซงตลาดอีกครั้ง
  • 31 ก.ค. 2569: เงินเยนพุ่งแรงในตลาดนิวยอร์กจากการที่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมกันแทรกแซงตลาดเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี
  • 3 ส.ค. 2569: ซัตสึกิ คาตายามะ รมว.คลังญี่ปุ่น ยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการดำเนินการร่วมกันของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ในการเข้าซื้อเงินเยน

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ