นักวิเคราะห์ฯ คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้นตามตลาดต่างประเทศ หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้น โดยดาวโจนส์ และ S&P500 ทำนิวไฮ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเปิดมาเช้านี้ก็ปรับขึ้น ขานรับความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้ อีกทั้งราคาน้ำมันดิบ และ Bond Yield ปรับตัวลง หนุน Sentiment ตลาดหุ้น พร้อมให้แนวต้าน 1,630-1,635 จุด แนวรับ 1,605-1,610 จุด
นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ [SET.X] คาดแกว่งตัวขึ้น ตามทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ หลังจากเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะดาวโจนส์ และ S&P500 ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ และเช้านี้ตลาดหุ้นเอเชียที่เปิดตลาดมาปรับขึ้นตาม โดยมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง จากการที่มีข่าวเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านมีความคืบหน้า และจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในเร็วนี้ๆ เป็น Sentiment บวกต่อตลาดหุ้น
ขณะที่ราคาน้ำมันมีกาปรับตัวลงต่อ ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นผ่อนคลายลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) มีการย่อตัวลงมา ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้นด่วยเช่นกัน แม้ว่าในช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยใหม่อื่นๆ เข้ามา และยังรอติดตามการรายงานตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยให้แนวต้าน 1,630-1,635 จุด แนวรับ 1,605-1,610 จุด
*ประเด็นพิจารณาการลงทุน
ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (4 ส.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 54,085.88 จุด เพิ่มขึ้น 907.47 จุด หรือ +1.71% ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,736.52 จุด เพิ่มขึ้น 136.02 จุด หรือ +1.79% ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,584.99 จุด เพิ่มขึ้น 671.10 จุด หรือ +2.59%
ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดเช้านี้บวกเป็นส่วนใหญ่ ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 64,565.27 จุด เพิ่มขึ้น 607.74 จุด หรือ +0.95% ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 25,890.99 จุด เพิ่มขึ้น 38.07 จุด หรือ +0.15% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,815.12 จุด ลดลง 7.16 จุด หรือ -0.19%ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 4%
ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดล่าสุด (4 ส.ค. ) 1,617.13 จุด ลดลง 4.77 จุด (0.29%) มูลค่าซื้อขาย 77,757.30 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (4 ส.ค. ) 146.16 ล้านบาท
ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือน ก.ย. (4 ส.ค. ) ลดลง 4.57 ดอลลาร์ หรือ 5.69% ปิดที่ 75.77 ดอลลาร์/บาร์เรล
ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (4 ส.ค.) อยู่ที่ 30.95 ดอลลาร์/บาร์เรล
เงินบาทเปิด 33.25 แข็งค่า รับดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดคลายกังวลตอ.กลาง
รัฐบาล จ่อคลอดระเบียบสำนักนายกฯ คุม ดาต้าเซนเตอร์ 3 กลุ่ม ทั้งผู้ลงทุนแล้ว กลุ่มกำลังก่อสร้าง กลุ่ม ลงทุนใหม่ สกัดแย่งไฟ-น้ำ เตรียมจัดโซนนิ่ง ลงทุน ลดกระจุกตัวใน EEC เล็งพื้นที่ แม่เมาะ ชูจุดแข็งไฟ-น้ำพร้อม เอกนิติ ชง ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม จ่อชง ครม. 5 ส.ค.นี้
เฟทโก้ เตือนภัยคุกคามไซเบอร์กำลังทวีความรุนแรง ครอบคลุมถึงระบบออฟไลน์ แนะทุกองค์กรในอุตสาหกรรมตลาดทุนไทยเร่ง ยกระดับเกณฑ์ความปลอดภัย คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลขั้นสูงสุด หลังกรณีข้อมูลรั่วไหล 2 แสนรายส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ รับพบลูกค้าบางรายไม่สบายใจจึง เปิดบัญชีธนาคารใหม่ หวังหนีความเสี่ยงข้อมูลรั่ว
เฟทโก้ ผ่ามุมมอง ดัชนีหุ้นไทย เข้าสู่ตลาด กระทิง 1-2 ปี รับอานิสงส์ ฟันด์โฟลว์ หวนคืน-หนุนดัชนี แตะ 1,700 จุดสิ้นปีนี้ ลุ้นขึ้นต่อปีหน้า หากไร้ปัจจัยลบใหม่ พร้อมเผยความเชื่อมั่น ดึงเกณฑ์ ร้อนแรง และ เอฟดีไอ เครื่องยนต์ใหม่ แนะจัดทัพ 6 กลุ่มหุ้นเด่น ชู ธนาคาร แชมป์น่าลงทุน
ศุลกากร ฟุ้ง 10 เดือนตัวเลขการค้าระหว่างประเทศกระฉูด ผู้ประกอบการเร่งส่งออกหวังลดผลกระทบจากมาตรการภาษีคุมการค้ากระหึ่ม ดันตลาดสหรัฐโตพรวด 34% ยุโรปเพิ่ม 13% ลุ้นสิ้นปีงบประมาณ 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศพุ่งทะลุ 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกางยอดเบิกจ่ายงบประมาณ 10 เดือนปีงบ 69 แตะ 3.19 ล้านล้านบาท งบลงทุนขยับ 4.7 แสนล้านบาท มั่นใจสิ้นปีฉลุยตามเป้าหมาย
สำนักงาน กกพ. เปิดเผยว่า ได้เปิดรับฟังความเห็นหลักการมาตรฐานของสัญญาให้บริการไฟฟ้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ให้เงื่อนไขต่างๆ มีความชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องใช้หลักการการตีความของแต่ละหน่วยงาน เช่น กลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชน ผู้ใช้พลังงาน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือและหน่วยงานภาครัฐจะเปิดรับฟังความเห็นถึงวันที่ 25 ส.ค.
*หุ้นเด่นวันนี้
-SAWAD (ฟินันเซีย ไซรัส) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35 บาท คาดกำไรไตรมาส 2/69 ที่ 1.43 พันล้านบาท +7% QoQ, +13% YoY หนุนจากการเติบโตของสินเชื่อ ที่แข็งแกร่งขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดขึ้น คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ โมเมนต้มกำไรคาดยังดีต่อเนื่องในปื 69 จากธุรกิจที่เข้าสู่ช่วงฟื้นตัวตามฤดูกาลและสูงสุดของปีในไตรมาส 4/69 การประหยัดต้นทุนอาจเป็น Upside ต่อประมาณการและช่วยลด Downside Risk จากสมมติฐาน Credit Risk ที่ค่อนข้างเป็นเชิงบวก
-CPALL (เอเซีย พลัส) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 59 บาท ได้อานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญจากทิศทางราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังสงครามในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง ซึ่งจะเข้ามาเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภคโดยตรงภายในประเทศ
-KTB (กรุงศรี) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 55 บาท คงเป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคาร โดยคาดสามารถรักษาระดับ ROE ที่ 10% และเงินปันผล dividend yield ต่อปีที่ 6%ได้ ปันผลระหว่างกลางครึ่งปีแรกคาดจ่ายที่ 0.43 บาท/หุ้น ขณะที่มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และคาดได้ประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่ และดอกเบี้ยขาลงจบแล้ว
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล