นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อพิจารณาภาพรวมของมาตรการทั้งหมดอย่างรอบคอบ โดยรัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้เงินจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประมาณรายจ่ายปกติ เพราะต้องประเมินให้ชัดว่า เม็ดเงินที่ใช้ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระจายประโยชน์ได้ทั่วถึง และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อฐานะการคลัง
นางศุภจี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ มาตรการต้องไม่ใช่เพียงการอัดฉีดระยะสั้น แต่ต้องช่วยสร้างรายได้จริงให้ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ร้านค้า ผู้ประกอบการท้องถิ่น และประชาชนที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนลงพื้นที่และกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจได้เป็นวงกว้าง
เรื่องนี้ต้องดูอย่างระมัดระวัง ขอให้ดูให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายตัวให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับของมาตรการที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อเสนอของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่ต้องการให้ดูผลลัพธ์ของมาตรการในกลุ่ม พลัส ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเดินหน้าแพ็กเกจชุดใหม่
สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทย พลัสและไทยช่วยไทย พลัส นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องประกาศหรือเริ่มพร้อมกันทั้งหมด เพราะแต่ละมาตรการมีวัตถุประสงค์ ช่วงเวลา และกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ต้องพิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจได้ประโยชน์สูงสุดจริง
นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการด้านท่องเที่ยวควรเดินในช่วงที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นสูงสุดต่อการเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และบริการเกี่ยวเนื่อง
ส่วนมาตรการช่วยเหลือที่เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วน หรือมาตรการที่มุ่งดึงศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศออกมาใช้ให้เต็มที่ อาจต้องเดินในอีกจังหวะหนึ่ง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ค่าครองชีพ รายได้ประชาชน และแรงซื้อในระบบ
ทั้งนี้ ประเด็นทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาในคณะทำงานของนายเอกนิติ เพื่อกลั่นกรองรายละเอียด ทั้งวงเงิน แหล่งเงิน กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และผลต่อเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง
*ลุ้น ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัด หลายตัว ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น มูลค่าการค้า การส่งออก การลงทุน รวมถึงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
สำหรับความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ภายหลังโครงการเฟสแรกจะสิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ รัฐบาลพร้อมพิจารณาสานต่อนโยบาย หากพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ส่วนข้อเสนอการปรับเงื่อนไขเป็น 50:50 จาก 60:40 นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะกำหนดรายละเอียด เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของงบประมาณและฐานะการคลังของรัฐบาล รวมไปถึงแหล่งเงินจะมาจากงบประมาณปกติหรือการใช้พ.ร.ก.กู้เงินฯ ด้วย
นายอนุทิน กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระประชาชน การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน การจัดระเบียบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการเร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน