กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ได้เสนอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้องขอวีซ่า H-1B ที่อยู่ภายใต้โควตาตามกฎหมาย เป็น 103,265 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของหน่วยงานในการจำกัดโครงการวีซ่าดังกล่าวโดยอาศัยแนวทางใหม่
ทั้งนี้ วีซ่า H-1B เป็นวีซ่าทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะเฉพาะทาง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกศาลสั่งเพิกถอน
DHS ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ค่าธรรมเนียมที่เสนอใหม่นี้จะสร้างรายได้เพื่อชดเชยต้นทุนบางส่วนของรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการระบบคนเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
รายงานที่มีกำหนดเผยแพร่ในเอกสารทางการของรัฐบาลกลางในวันนี้ (25 ส.ค.) ระบุว่า ค่าธรรมเนียมใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายบางส่วนจากต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการให้บริการพิจารณาคำร้องด้านคนเข้าเมืองและการขอสัญชาติ โดยมีหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินการ พิจารณาคำร้อง และสนับสนุนระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เอกสารดังกล่าวระบุว่า DHS ประเมินว่า ค่าธรรมเนียมที่เสนอปรับขึ้นนี้จะสร้างรายได้ประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคำนวณจากคาดการณ์ปริมาณการยื่นคำร้องขอวีซ่า H-1B ที่อยู่ภายใต้โควตาซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 85,000 รายการต่อปี
ภายใต้กฎระเบียบที่เสนอนี้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมดังกล่าวจะไม่บังคับใช้กับการยื่นคำร้องขอวีซ่า H-1B ที่ไม่อยู่ภายใต้โควตา เช่น คำร้องที่ยื่นโดยองค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหากำไรบางแห่ง องค์กรวิจัยของรัฐบาล และสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งนี้ ประชาชนจะมีเวลา 30 วันในการแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ DHS จะตัดสินใจประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว
วอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า หากมีการสรุปและประกาศใช้จริง ข้อเสนอใหม่นี้จะสร้างภาระครั้งใหญ่ให้กับภาคเทคโนโลยีและภาคการเงิน ซึ่งต้องพึ่งพาวีซ่า H-1B ในการว่าจ้างผู้สำเร็จการศึกษาชั้นนำชาวต่างชาติจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช