ผลการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มปรับตัวลงต่ำกว่าช่วงต้นปี 2569 ภายในกลางปีหน้า ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันที่นักวิเคราะห์ปรับลดมุมมองต่อตลาดหุ้นอินเดีย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในตลาดอื่น ๆ ในเอเชีย
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงมากกว่า 7% ในปีนี้ และมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวลงรายปีหนักที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สวนทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจในตลาดหุ้นไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ 28 ราย ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์จัดทำระหว่างวันที่ 13-26 สิงหาคม พบว่า ดัชนี Nifty 50 มีแนวโน้มดีดตัวขึ้น 5.0% จากระดับปิดตลาดวันอังคาร ซึ่งอยู่ที่ 24,334.55 จุด ไปสู่ระดับ 25,556 จุดภายในสิ้นปี 2569 จากนั้นคาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 26,300 จุดภายในกลางปี 2570 และ 27,450 จุดภายในสิ้นปีดังกล่าว
ส่วนดัชนี Sensex มีแนวโน้มอยู่ที่ 81,608 จุดภายในสิ้นปี 2569, 85,700 จุดภายในกลางปี 2570 และ 89,000 จุดภายในสิ้นปี 2570
อย่างไรก็ดี ตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ถือเป็นค่ามัธยฐานต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจเป้าหมายสิ้นปี 2569 และกลางปี 2570
นักลงทุนมีมุมมองที่ย่ำแย่ต่อตลาดหุ้นอินเดีย แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินเดียเติบโตเกือบ 8% ในปีงบประมาณก่อนหน้า และบริษัทในดัชนี Nifty 50 รายงานกำไรเติบโต 18% ในไตรมาสเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นการเติบโตของกำไรสูงที่สุดในรอบ 10 ไตรมาส
นายเอนิล มังกันนี ผู้อำนวยการบริษัทโมเดิร์น แชร์ส แอนด์ สต็อกโบรกเกอร์ส กล่าวว่า เมื่อทั้งโลกกำลังทำผลงานได้ดี แต่อินเดียกลับไม่เป็นเช่นนั้น นั่นทำให้ผมมองว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่ดูสดใสบนกระดาษ แท้จริงแล้วอาจไม่ได้สดใสขนาดนั้น
และใช่ มันเป็นเรื่องของ AI และอินเดียตามหลังตลาดอื่น เพราะเราไม่มีสัดส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI มากพอ
ตอนนี้อินเดียอยู่ในจุดที่มีความน่าสนใจในการลงทุนต่ำที่สุดในเอเชีย นั่นกำลังบอกเราว่าโลกกำลังคิดอย่างไร
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นอินเดียราว 2.4 ล้านล้านรูปี หรือราว 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยหันไปหาตลาดหุ้นในเอเชียที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า
เงินทุนไหลออกดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าเงินรูปี ทำให้รูปีเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย โดยค่าเงินรูปีดิ่งลง 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง กำลังทำให้นักลงทุนต่างชาติลดความสนใจในหุ้นอินเดีย
นอกจากนี้ รูปีที่อ่อนค่าลงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐลดลง และยิ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติหมดความสนใจในตลาดหุ้นอินเดีย
นายทีเอส ฮาริฮาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเอชอาร์บีวี ไคลเอนต์ โซลูชันส์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันและค่าเงินรูปียังคงเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นสำหรับตลาดอินเดีย
นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผลการสำรวจผู้จัดการกองทุนโดย Bank of America (BofA) พบว่า อินเดียเป็นตลาดหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนชื่นชอบน้อยที่สุดในเอเชีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นต่อตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดของโลกในปีนี้
ผลสำรวจระบุว่า การที่ตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ยังไม่มีบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างชัดเจน ยังคงเป็นความกังวลหลักของนักลงทุน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญในอันดับถัดมา
ผลสำรวจพบว่า 32% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีสถานะ net underweight ต่อหุ้นอินเดีย ซึ่งบ่งชี้ว่า ผู้จัดการกองทุนโดยรวมถือหุ้นอินเดียน้อยกว่าน้ำหนักที่เหมาะสมในพอร์ต
นอกจากนี้ การขาดความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจ และมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง (high valuations) ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อตลาดหุ้นอินเดีย
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นอินเดียเคยถูกจัดให้เป็นตลาดหุ้นที่นักลงทุนชื่นชอบน้อยที่สุดในผลสำรวจของ BofA เมื่อเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งขึ้น
ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะได้รับการแก้ไข ทำให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน
แม้ดัชนี Nifty 50 ฟื้นตัวขึ้น 8% จากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม แต่ในปีนี้ ตลาดหุ้นอินเดียยังคงเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย โดยร่วงลงราว 8%
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มที่จะยุติสถิติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 10 ปี ซึ่งถือเป็นสถิติที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์
ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นอินเดียในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่ามุมมองต่อแนวโน้มผลประกอบการจะดีขึ้นก็ตาม
สิ่งนี้สะท้อนว่า นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อตลาดหุ้นอินเดีย แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น
ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนชื่นชอบน้อยที่สุดในเอเชียก่อนหน้านี้ โดยมีผู้จัดการกองทุนเพียง 27% ที่ระบุว่าถือหุ้นอินโดนีเซียต่ำกว่าน้ำหนักที่เหมาะสมในพอร์ต ลดลงจาก 32% ในเดือนกรกฎาคม
ความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงการพุ่งขึ้นมากกว่า 20% ของดัชนี Jakarta Composite Index จากจุดต่ำสุดในเดือนมิถุนายน
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียพุ่งขึ้น หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียออกมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินรูเปียห์ ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ MSCI Inc. จะลดสถานะของตลาดหุ้นอินโดนีเซียลงสู่ Frontier Market เริ่มคลี่คลายลง
ส่วนไต้หวันและญี่ปุ่น ยังคงเป็นตลาดที่นักลงทุนชื่นชอบมากที่สุดในเอเชีย
ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนจำนวน 98 คนได้ตอบแบบสอบถามดังกล่าว ซึ่งดูแลสินทรัพย์รวมกันประมาณ 272,000 ล้านดอลลาร์ โดยตอบแบบสอบถามระหว่างวันที่ 7-13 สิงหาคม
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ