น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐาน เข้ายื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport
น.ส.รักชนก กล่าวว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent
สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธ และความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้ง หรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR
โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย ที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชน ได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ตามข้อทักท้วง
นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง
จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่า เราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้ น.ส.รักชนก กล่าว
พร้อมระบุว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ ระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมา เพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชน ไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะได้จับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาท จากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว
เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ครั้งนี้ จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มาถึงวันนี้ คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบ และถูกลงโทษ
ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมาก ๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ น.ส.รักชนก กล่าว
พร้อมกันนี้ น.ส.รักชนก ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช.ทำงานได้ไม่เต็มที่
ไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่อง เพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ในฐานะผู้แทน คือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้ น.ส.รักชนก ระบุ
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการฯ ยังได้รับไม่ครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดจัดส่งภายในวันที่ 8 ก.ย. ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย.นี้
ด้านนายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ กล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิม กับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่
นายธีระชาติ กล่าวว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิด เป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์