วิจัยชี้ ยาลดน้ำหนัก GLP-1 ใช้แค่ โดสเริ่มต้น ก็ได้ผล คลื่นไส้น้อยลง

ข่าวต่างประเทศ Tuesday September 1, 2026 15:14 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Biology Methods & Protocols เมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) เผยว่า ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคอ้วนกลุ่ม GLP-1 ยอดนิยม แม้จะฉีดยาเพียงขนาดเริ่มต้นต่ำสุด (Starter Dose) ต่อเนื่องโดยไม่ปรับเพิ่มขนาดยา ก็ยังคงลดน้ำหนักได้จริง ทั้งยังมีอาการคลื่นไส้น้อยกว่าผู้ที่เพิ่มขนาดยาตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน แม้น้ำหนักจะไม่ลดลงฮวบฮาบถึงระดับเลขสองหลักเหมือนกลุ่มที่ใช้โดสสูงก็ตาม

ตามแนวทางการรักษา แพทย์จะเริ่มจ่ายยากลุ่มนี้ในขนาดต่ำก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อให้ร่างกายปรับตัวและลดผลข้างเคียง ทว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเพิ่มขนาดยาไปจนถึงระดับยาควบคุม (Maintenance Dose) ได้ เนื่องจากทนผลข้างเคียงไม่ไหว เจอปัญหายาขาดแคลน สู้ค่ายาไม่ไหว หรือพอใจกับน้ำหนักที่ลดลงในระดับหนึ่งแล้ว

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่ฉีดยาขนาดเริ่มต้นต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 1,068 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ใช้ยา เซมากลูไทด์ (Semaglutide) ขนาด 0.25 มิลลิกรัม จำนวน 534 ราย และผู้ใช้ยา เทอร์เซพาไทด์ (Tirzepatide) ขนาด 2.5 มิลลิกรัม อีก 534 ราย

เปรียบเทียบผลลดน้ำหนักใน 1 ปี:

  • กลุ่มที่ใช้โดสเริ่มต้นต่ำสุด:
    • เทอร์เซพาไทด์ ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 5.5%
    • เซมากลูไทด์ ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 2.2%
  • กลุ่มที่ใช้โดสสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน (จากการทดลองก่อนหน้า):
    • เทอร์เซพาไทด์ ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 20.2%
    • เซมากลูไทด์ ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 13.7%


เวงกี สุนทรราชัน หัวหน้าทีมวิจัยจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล nference ระบุว่า ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่าตัวยามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่วัดผลได้จริงตั้งแต่โดสเริ่มต้น ซึ่งต่ำกว่าระดับยาควบคุมในการทดลองทางคลินิกทั่วไป

งานวิจัยชี้ว่ายาทั้งสองกลุ่มส่งผลต่อร่างกายต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แม้ใช้เพียงโดสต่ำ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) อนุมัติรับรองเซมากลูไทด์ (เช่น Ozempic, Wegovy ของ Novo Nordisk) ให้ใช้ชะลอความเสื่อมของโรคไตเรื้อรังได้ ขณะที่เทอร์เซพาไทด์ (เช่น Mounjaro, Zepbound ของ Eli Lilly) ยังไม่ได้รับการรับรองด้านนี้ โดยกลุ่มที่ใช้เทอร์เซพาไทด์โดสต่ำพบภาวะบาดเจ็บที่ไตในรอบ 2 ปี อยู่ที่ 2.7% ขณะที่เซมากลูไทด์พบเพียง 0.4%

ในกลุ่มเทอร์เซพาไทด์โดสต่ำ พบอัตราท้องผูกสูงกว่า (32.6% ต่อ 22.4%), เป็นตะคริวมากกว่า (8.3% ต่อ 4%), เหนื่อยหอบเวลาออกแรงมากกว่า (9.6% ต่อ 6.8%) และพบโรคหมอนรองกระดูกเอวมากกว่า (3.3% ต่อ 0.3%)

ส่วนในกลุ่มเซมากลูไทด์โดสต่ำ พบข้อเท้าบวมมากกว่า (6.9% ต่อ 3.7%), หูอักเสบมากกว่า (5.6% ต่อ 2.1%) และเหงื่อออกมากผิดปกติมากกว่า (5.5% ต่อ 3.2%)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คงยาไว้ที่โดสเริ่มต้นของยาทั้งสองกลุ่ม มีอาการคลื่นไส้และท้องผูกน้อยกว่าผู้ที่ใช้ยาโดสสูงอย่างมาก

ผู้วิจัยย้ำว่า งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลดน้ำหนักมากถึง 20-30% ให้ได้รับทราบว่า ยาโดสต่ำก็ช่วยลดน้ำหนักได้ พร้อมทั้งเข้าใจผลข้างเคียงเฉพาะของยาแต่ละตัวก่อนตัดสินใจรักษา

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ