นักวิชาการ มธ. แนะ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งวางกรอบนโยบาย-หนุนออกกม.คุมเฉพาะ-ชงทำ SEA ประเมินผลกระทบรอบด้าน

ข่าวทั่วไป Wednesday September 2, 2026 15:24 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายนนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียน ที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว หรือความยั่งยืนออกมา

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่ง คือ อาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการ ที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจน ว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไร และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย

กลายเป็นว่าตอนนี้ ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่า หลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย นายนนท์ กล่าว

นายนนท์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้ว จะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพูดง่าย ๆ คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะ ๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับ ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้

รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทย ก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลักสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมาก จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ขณะนี้ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม จากการจัดการชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย

ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิง Macro เป็นเท่าไร โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจ สามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และจะช่วยให้ทิศทางต่าง ๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น นายนนท์ กล่าว

โดย รัชดา คงขุนเทียน/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ