ลดภาระงบกลาง! คลัง คาดปีงบ 70 เริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday September 3, 2026 16:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อยู่ระหว่างช่วยพิจารณาและออกแบบกรมธรรม์ ของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งในหลักการได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณากลไกการรับประกัน และการแบ่งภาระความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่เป็นบริษัทประกัน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2570

สำหรับหลักการสำคัญ คือ เปลี่ยนจากการที่ภาครัฐรับความเสี่ยงภัยพิบัติ และใช้งบประมาณเยียวยาประชาชนโดยตรง เฉลี่ยประมาณปีละ 30,000 ล้านบาท มาเป็นการนำความเสี่ยงเข้าสู่ระบบประกันภัย เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงของภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสียหายสูงถึงประมาณ 75,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนราว 30 ล้านครัวเรือน โดยเชื่อว่ากลไกดังกล่าวนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของภาครัฐได้เป็นอย่างดี

เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาครัฐ สู่ระบบประกันภัย จากเดิมที่รัฐบาลต้องคอยแบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมดทุกปี และต้องดึงเงินจากงบกลางมาเยียวยาจำนวนมหาศาล เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อยแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน ถ้าปีไหนเกิดเหตุรุนแรง ก็ต้องมาใช้เงินงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินงบกลาง เพราะเราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะรุนแรงขนาดไหน แต่วิธีใหม่นี้ คือ เอาความเสี่ยงออกจากเงินรัฐ แล้วก็มีการบริหารระบบประกันภัยที่เป็นสากล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

พร้อมเชื่อว่า บริษัทประกันวินาศภัย จะให้ความสนใจกับแนวทางการประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ เนื่องจากมองว่าการประเมินความคุ้มค่าของระบบประกันภัยส่วนใหญ่จะมองในระยะยาว 5-10 ปี ไม่ใช่พิจารณาเป็นรายปี เพราะบางปีอาจเกิดภัยพิบัติรุนแรง ขณะที่บางปีอาจไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเลย อีกทั้งบริษัทประกันภัย จะบริหารความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัย และการทำประกันภัยต่อกับต่างประเทศ (Reinsurance) เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป ซึ่งถือเป็นระบบที่เป็นสากล และเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับการรับประกันนั้น จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ตามขนาดและศักยภาพของบริษัทประกันวินาศภัย โดยจะไม่เปิดให้บริษัทขนาดเล็กเข้ามารับความเสี่ยงในสัดส่วนที่เกินศักยภาพ แต่จะมีการพิจารณาความสามารถทางการเงิน และความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัทก่อนจัดสรรความเสี่ยง

ส่วนในด้านการประเมินความเสียหาย และการจ่ายสินไหมทดแทนนั้น จะมีการนำเทคโนโลยี และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็ว เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียมตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วม เพื่อช่วยให้การเคลมในขั้นต้นทำได้เร็วขึ้น ก่อนที่บริษัทประกันภัยจะลงพื้นที่ประเมินความเสียหายของทรัพย์สินในรายละเอียด

อย่างไรก็ดี กรอบกรมธรรม์จะครอบคลุมภัยธรรมชาติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว ส่วนอัคคีภัยหรือไฟไหม้ยังไม่รวมอยู่ในระบบ เนื่องจากการประเมินของ คปภ. และผู้เกี่ยวข้องเห็นว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัยในระดับใหญ่และกระทบเป็นวงกว้างทั่วประเทศอยู่ในระดับต่ำ

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ