สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล แนะกำหนดเป้าหมายการออมแห่งชาติ ควบคู่ไปกับการลงทุนรองใหม่ ดันสัดส่วนการออมแตะ 28-30% ของ GDP ชง 4 ข้อเสนอ เริ่มแรงจูงใจผ่าน TISA ปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผลักดันกฎหมาย Trust ดึงเงินคนไทยกลับประเทศ
นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO เปิดเผยมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลว่า ปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจให้กลับไปสู่ระดับ 3-4% โดยมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้แตะระดับ 30% ของ GDP จากปี 68 อยู่ที่ราว 23%
อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องมาพร้อมกับการออม โดยอัตราการออมในอดีตเคยพุ่งสูงมากกว่า 30% ของ GDP แต่ปัจจุบันระดับการออมของคนไทยลดลงมาต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่เป้าหมายการลงทุนของประเทศอยู่ที่ 30% ของ GDP และประเทศไทยเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5% ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยง ดังนั้น หากต้องการการลงทุนกลับขึ้นมาที่ระดับดังกล่าว ควรผลักดันการออมของประเทศให้ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 28-30% เพื่อให้การขาดดุลยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
เปรียบเทียบเหมือนกระเป๋าเงิน ถ้าเรามีเงินอยู่ 100 บาท แต่ปีหน้าเราอยากลงทุน 120 บาท เราก็ต้องไปกู้เพิ่มมา 20 บาท ระดับประเทศก็เหมือนกัน ถ้าประเทศมีเงินออมไม่พอที่จะไปลงทุน ก็มี 2 ทางเลือกคือ กู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา หรือ ดึงเงินทุนต่างประเทศ (FDI) เข้ามา ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลมองเรื่องการออม เป็นเรื่องสำคัญควบคู่ไปกับการลงทุน เพื่อให้การลงทุนนั้นยั่งยืน
FETCO จึงได้เตรียมนำเสนอ 4 แนวทางสำคัญต่อรัฐบาล เพื่อกระตุ้นระดับการออมของประเทศให้สูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 28-30% และดึงเงินออมเข้าไทย นำเงินออมกลับประเทศเทศ ได้แก่:
- เพิ่มแรงจูงใจผ่าน TISA กำหนดวงเงินการลงทุนใน TISA ให้สูงกว่าเพดานลดหย่อนเพื่อการลงทุนรวมในปัจจุบันเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดเงินออมใหม่อย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมาย เพื่อเพิ่มการออมสุทธิไม่ใช่เพียงย้ายเงินออมเดิม
- ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสู่การออมภาคบังคับ ขยายความครอบคลุมการออมเพื่อเกษียณรองรับสังคมสูงวัย และสร้างฐานเงินออมระยะยาวให้แก่ประเทศ เป้าหมาย เพื่อให้คนไทยมีเงินออมหลังเกษียณอย่างทั่วถึง
- ผลักดันกฎหมายทรัสต์ (Trust) และพัฒนา Family Office Ecosystem ปัจจุบันเศรษฐีไทยนำเงินออกไปตั้งกองทุนหรือ Family Office ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไทยไม่มีกฎหมายรองรับ หากรัฐบาลเร่งคลอดกฎหมาย Trust จะทำให้กลุ่มมั่งคั่งสูงมั่นใจในการบริหารมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งในประเทศ ซึ่งจะช่วยดึงดูดทั้งเงินคนไทยและเงินต่างชาติให้เข้ามาตั้งศูนย์กลางบริหารเงินในไทย เกิดภาวะ Home Bias ที่ผู้จัดการกองทุนจะหันมาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ไทยมากขึ้น
- เปิดช่องทางดึงเงินออมต่างประเทศกลับไทย: เสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในช่วงเวลาที่กำหนด หรือยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราว 2 ปีสำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไรที่นำกลับไทย เพื่อจูงใจคนไทยที่นำเงินไปลงทุนหรือพักไว้ในต่างประเทศ ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขคือนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครองอย่างน้อย 1 ปี
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นเดิมที่เคยเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ตีกรอบให้ชัดเจน รวมทั้งการสื่อสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ซึ่งวันนี้ภาพใหญ่คืออยากเพิ่มการออมของประเทศ ต้องการให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อทำให้การลงทุนรอบใหม่มีเงินออมรองรับ
ขณะที่ความเป็นไปได้ในการผลักดัน กฎหมาย Trust ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งทาง FETCO มองว่าสามารถใช้ช่องทางของคณะอนุกรรมการกฎหมาย Fast Track ในการเร่งรัดกระบวนการให้เป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น หากมีข้อมูลผลกระทบเชิงบวกชัดเจน
ส่วนกรณีที่กลุ่มทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center นายไพบูลย์ มองว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลลัพธ์ที่จะได้ ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขการลงทุน หรือการปล่อยให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้เพียงทรัพยากรของประเทศ แต่ต้องมีข้อกำหนดที่นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อยกระดับ Productivity ของแรงงานและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง