MFC โชว์ผลงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ครึ่งปีแรก 2569 เติบโตแข็งแกร่ง 20.14% สูงกว่าอุตสาหกรรมกว่า 3 เท่า ดัน AUM แตะ 1.53 แสนล้านบาท รับแรงหนุนลูกค้าใหม่ทั้งรัฐวิสาหกิจและองค์กรขนาดใหญ่ไว้วางใจ พร้อมรักษาฐานลูกค้าเดิมต่อเนื่อง แย้มครึ่งปีหลังเตรียมเข้าประมูลกองทุนขนาดใหญ่หลายแห่ง มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี [MFC] เปิดเผยว่า ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ MFC ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) เพิ่มขึ้น 20.14% จาก 126,951.99 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เป็น 152,523 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 6.23% ถึงกว่า 3 เท่า
การเติบโตดังกล่าวมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ลูกค้าองค์กรรายใหม่ ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้น และการรักษาฐานลูกค้าเดิม โดย MFC ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มรัฐวิสาหกิจและองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มเติม อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท ปตท. และบริษัทในเครือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ไปรษณีย์ไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการยาสูบแห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นไทยที่เติบโตมากกว่า 30% รวมถึงหุ้นต่างประเทศช่วยหนุน AUM และผลตอบแทนโดยรวม นอกจากนี้ เงินสะสมของสมาชิกปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการส่งเสริมความรู้ด้านการออมและการลงทุน รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้สมาชิกติดตามการลงทุนและวางแผนเกษียณได้สะดวกขึ้น
จุดแข็งของ MFC คือ การบริหาร PVD แบบครบวงจร ไม่ได้มุ่งเพียงบริหารเงินลงทุน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกองทุน กำหนดนโยบายการลงทุน บริหารความเสี่ยง ให้ความรู้ด้านการออมและการลงทุน ตลอดจนดูแลนายจ้าง คณะกรรมการกองทุน และสมาชิก นายธนโชติ กล่าว
ครึ่งปีหลังจ่อ Bid กองทุนใหญ่ 3 หมื่นล้าน
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด สายการขายและการตลาด MFC กล่าวว่า ธุรกิจ PVD ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้อาจไม่เท่าครึ่งปีแรก เนื่องจากฐาน AUM ที่สูงขึ้นและความผันผวนของตลาด โดยแรงหนุนสำคัญมาจากความตื่นตัวของนายจ้างและสมาชิกในการวางแผนเกษียณ รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจะทำให้การบริหาร PVD ถูกยกระดับจากประเด็นด้านสวัสดิการ ไปสู่ประเด็นด้าน Financial Wellness และ Retirement Planning มากขึ้น
MFC เดินหน้าขยายธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจ องค์กรขนาดใหญ่ และภาคเอกชน โดยในครึ่งหลังของปี 2569 มีแผนเข้าประมูล (Bid) งานบริหารกองทุนขนาดใหญ่หลายแห่งคิดเป็นมูลค่า AUM รวมประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ AUM ในช่วงที่เหลือของปี นายเกษตร กล่าว
ปัจจุบัน MFC ให้บริการทั้ง กองทุนเดี่ยว (Single Fund) และกองทุนร่วม (Pooled Fund) โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ MFC Master Fund เป็นหนึ่งในโซลูชันหลัก รองรับองค์กรหลากหลายขนาด และเปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะกับอายุ ระดับความเสี่ยง และเป้าหมายเกษียณ ซึ่ง MFC Master Fund มีนโยบายการลงทุนให้เลือก 32 นโยบาย ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดเงิน ตราสารหนี้ กองทุนผสม หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก และมีแผนเพิ่มเป็น 41 นโยบาย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดพอร์ตให้สมาชิกจัดพอร์ตการลงทุนให้ตรงกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตนเองได้มากยิ่งขึ้น สอดรับกับเทรนด์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานของ MFC ยึดหลัก Investment + Service + Member Engagement คือบริหารเงินลงทุนควบคู่กับบริการครบวงจรและการสร้างความรู้ความเข้าใจให้สมาชิก เพื่อให้ PVD เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางการเงินและการเกษียณในระยะยาว
โดยจากผลงานของ MFC ที่ได้รับการยอมรับผ่านรางวัลด้านการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสถาบันในประเทศและต่างประเทศ ในปี 2568-2569 เช่น รางวัลจาก International Finance 2026: รางวัล Best Corporate Provident Fund Management Solution Provider และ Most Innovative Strategy in Provident Fund Management , รางวัล World Business Outlook: รางวัล Most Innovative Provident Fund Management Firm Thailand 2026 , รางวัลชนะเลิศ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีเด่น ประเภทกองทุนร่วม (Pooled Fund) และรางวัลบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ดีเด่น ประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปี 25672568 , รางวัล Best of the Best Awards: รางวัล Best Investor Education และ Best Member Communications ปี 2568
MFC มองลงทุนครึ่งปีหลัง เน้นกระจายสินทรัพย์
สำหรับมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 MFC มองว่ายังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนด้าน เทคโนโลยีและ AI รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค แต่ยังต้องเผชิญความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน นโยบายการค้า และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ กระจายการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต เนื่องจากหุ้นหลายกลุ่ม
โดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังการเติบโตไปมากแล้ว จึงอาจมีความผันผวนในระยะสั้น สำหรับตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปีได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าและความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น กลุ่มพลังงานไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และหุ้นที่มีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
ส่วนหุ้นต่างประเทศ มองว่ายังมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดย MFC เน้นกลยุทธ์ Quality Growth & Core Megatrends ควบคู่กับ Earnings Visibility เลือกหุ้นเทคโนโลยีและ AI Infrastructure ที่มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมกระจายไปยังหุ้น Defensive คุณภาพสูง เช่น Global Healthcare และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ด้านตราสารหนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลให้พอร์ต โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ นักลงทุนควรเน้นตราสารหนี้คุณภาพเครดิตดี และเลือกระยะเวลาการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายของแต่ละพอร์ต เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มความมั่นคงให้กับการลงทุนระยะยาว