เตือนกระจุกเทคสหรัฐฯ เสี่ยง! บลจ.ยูโอบีแนะกระจายไปหุ้นไทย-เอเชีย ดักเก็บทองเมื่อย่อ

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday September 9, 2026 17:09 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บลจ.ยูโอบี แนะกระจายพอร์ตไม่กระจุกตัวหุ้นเทคสหรัฐมากเกินไป แต่ยังเชื่อธีม AI ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง มองตลาดหุ้นญี่ปุ่น และจีน ได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย หลังเห็นรอบการลงทุนใหม่ทั้งพลังงาน และเทคโนโลยี จากการลงทน Data Center และแผน PDP2026 ให้เป้า SET ที่ 1,650 จุด และหากสงครามตะวันออกกลางจบเร็วมีลุ้นไปแตะ 1,750 จุด ขณะที่รอดักเก็บทองเมื่อย่อมา 4,000 เหรียญ

นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังสามารถขยายตัวได้แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายการเงินของธนาคารกลางส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายจากภาพเงินเฟ้อที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงคราม และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ ภายใต้สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบัน ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยขับเคลื่อนด้านนโยบายการเงินไปสู่ปัจจัยด้านการเติบโตของผลประกอบการและการลงทุนเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในหลายปีที่ผ่านมา ด้านการเติบโตของกำไรบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบ Cloud Computing และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก

ในระยะถัดไป บลจ. ยูโอบี คาดการณ์ว่า การลงทุนจะมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น (Broadening Market Leadership) จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนใหม่ อาทิ Semiconductor, Data Center, Energy Infrastructure และ Industrial Automation รวมถึง
ผู้ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตทั่วโลก เข้ามามีบทบาทในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น

นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีโอกาสคงที่หรือปรับขึ้นได้น้อยกว่าที่คาดหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของระบบการเงินและลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นในระยะกลาง แม้ว่าความผันผวนระยะสั้นจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็ตาม ดังนั้น การจัดสรรสินทรัพย์แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดเอเชียบางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพการเติบโตของกำไรที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก จากการลงทุนด้าน AI, Cloud Computing, Semiconductor และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่การเติบโตของกำไรยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ทำให้ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Ecosystem นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนไปยังบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกรอบการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้จ่ายภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคเอกชน แม้ว่าระดับมูลค่าหุ้นจะอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวก็ตาม

ด้านตลาดญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของค่าจ้าง และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ประกอบกับสภาพคล่องภายในประเทศที่ยังอยู่ในระดับดี ทำให้ญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว

ส่วนตลาดจีน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับไม่สูงและการสนับสนุนจากภาครัฐต่ออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI, Advanced Manufacturing, Semiconductor และ Clean Energy ทำให้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบ Selective Opportunity สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ ขณะที่ ตลาดยุโรป ยังคงมุมมองการลงทุนแบบระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ข้อจำกัดด้านผลิตภาพ และการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ยังตามหลังสหรัฐฯ และบางประเทศ
ในเอเชีย แม้ว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไปอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสนับสนุนผลประกอบการของภาคธุรกิจได้บางส่วนก็ตาม

ภายใต้บริบทดังกล่าว มองว่าการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนระหว่างภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์มากกว่าการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์
ที่สามารถสร้างการเติบโตจากเมกะเทรนด์ระยะยาว ควบคู่กับสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนนายณัฐพล กล่าว

บลจ. ยูโอบี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 แม้ระดับดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาใกล้กรอบมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้นแล้ว โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสภาพัฒน์ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0%

นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Data Center, Digital Infrastructure, พลังงาน และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ

*เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 69 ภายใต้ 3 ฉากทัศน์

1) Bull Case เป้าดัชนี SET ที่ 1,750 จุด บนสมมติฐาน ปัจจัยความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามยุติลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง นโยบายการลงทุนภาครัฐขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลมีความเสถียรภาพสูง

2) Base Case ให้น้ำหนักมากสุด คาด SET สิ้นปีอยู่ที่1,650 จุด ซึ่งปัจจัยความขัดแย้งในต่างประเทศยืดเยื้อเล็กน้อยแต่สามารถจบได้ภายในช่วงปลายปี รัฐบาลสามารถบริหารจัดการและผ่านพ้นประเด็นความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ ตลาดหุ้นยังมี Upside จากระดับปัจจุบัน

3) Worst Case ให้ดัชนี SET ที่ 1,540 จุด หากสงครามยืดเยื้อกระทบราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และรัฐบาลเผชิญปัญหาในการขับเคลื่อนนโยบาย

*ลุ้นอัพ EPS สิ้นปีเป็น 100 บาท

นายณัฐพลยังกล่าวอีกว่า หนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญคือ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวนเวียนอยู่เพียงระดับ 90 บาท แต่ในปีนี้มีลุ้นที่จะเห็น EPS ทะลุ 100 บาท ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีปัจจัยบวกทั้ง การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 6 ไตรมาสติด

นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ เช่น Data Center และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่คาดว่าต้องการกำลังการผลิตโตจากประมาณ 54 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน สู่ระดับ 250 กิกะวัตต์ ภายในปี 2050 หนุนกลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน

ด้านยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่กลับมาพลิกเป็นบวก จากที่เคยทรงตัวหรือติดลบมาตลอด 3 ปี โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคเอกชนขนาดใหญ่ อีกทั้งส่วนต่างราคาปิโตรเคมีและพลังงานปรับตัวดีขึ้น หนุนกำไรบริษัทขนาดใหญ่ในตลาด

สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในช่วงปีหน้าสู่ระดับ 0.75% และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ไม่ทั่วถึง และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะกลาง

บลจ. ยูโอบี แนะนำให้ลงทุนภายใต้แนวคิด Barbell Strategy โดยผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับการลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของโลก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเงินลงทุนและการบริหารความเสี่ยงในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ

ทั้งนี้ นายณัฐพล แนะนำการจัดพอร์ตหุ้น ให้จัดสัดส่วนลงทุนหุ้นไทยมากถึง 30% อีก 70% เป็นตลาดต่างประเทศ โดยหลักให้ลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐ 50%และเอเชีย 20%โดยยังเน้นธีม AI ขณะที่กลุ่ม Healthcare ยังลงทุน Satellite port ขณะเดียวกันถือทองคำ 10%ของพอร์ต โดยหาจังหวะเข้าซื้อระดับ 4,000 เหรียญ/ออนซ์

นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของลูกค้า โดยสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเพื่อการเกษียณ ทาง บลจ. ยูโอบี ได้พัฒนาผลิตภันฑ์ภายใต้แนวคิด One-Stop Retirement Fund เพื่อให้นักลงทุนสามารถการวางแผนเกษียณคลอบคลุมทั้งช่วง Pre-Retirement และ Post-Retirement ด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตอัตโนมัติให้สอดคล้องกับอายุที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงต้นและค่อยๆ ลดความเสี่ยงของพอร์ตลงตามความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ตอบโจทย์ทั้งผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมเงินออมก่อนเกษียณและ การบริหารความมั่งคั่งหลังเกษียณ ให้สามารถมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ได้แก่

Pre-Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พรี สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPRE) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี ก่อนเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV Retirement Allocation Fund 2 Class A10 (USD) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

Post Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โพส สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPOST) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี หลังเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV Retirement Allocation Fund 1 Class A10 (USD) โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 51% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ณ เดือนก.ค. 69 บลจ.ยูโอบี มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) 310,180 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 180,608 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 90,984 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 38,866 ล้านบาท

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ