สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (9 ก.ย.) ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวทั่วโลก ประกอบกับความไม่แน่นอนว่า สหรัฐฯ อาจเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าทองแดงเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 6.50 เซนต์ หรือ +0.95% ปิดที่ 6.8885 ดอลลาร์ต่อปอนด์
ราคาทองแดงปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาด้านอุปทาน หลังจากผลผลิตจากเหมืองทองแดงทั่วโลกลดลง 1.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากการผลิตในชิลี อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) หยุดชะงัก
ด้านมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ประเมินว่า ปริมาณผลผลิตจากเหมืองทองแดงตลอดทั้งปีนี้อาจทรงตัวหรือลดลง ซึ่งจะถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 สวนทางกับอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ค้าได้เร่งขนส่งทองแดงเข้าสู่สหรัฐฯ ต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบก่อนที่สหรัฐฯ อาจเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์ในอัตรา 15% ตั้งแต่เดือนม.ค. 2570 และอาจปรับขึ้นเป็น 30% ในปี 2571 แม้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันหรือยกเลิกแผนดังกล่าว ทั้งที่เลยกำหนดส่งมอบผลการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์มานานกว่า 2 เดือนแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างราคาทองแดงในตลาด COMEX ที่สูงกว่าตลาดลอนดอน (LME) ราว 3% ยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้ทองแดงไหลเข้าสู่สหรัฐฯ จนส่งผลให้ยอดนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์ของสหรัฐฯ ในเดือนก.ค. พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 225,094 ตัน
ทั้งนี้ ราคาทองแดงพุ่งขึ้นแม้จีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก จะมีเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซา ส่งผลให้ยอดนำเข้าทองแดงที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปและผลิตภัณฑ์ทองแดงของจีนในเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 382,000 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดสำหรับเดือนส.ค. ในรอบ 6 ปี
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์