กทม. สแกนเข้ม Data Center ทั่วกรุง กาง 5 ข้อเช็กลิสต์ความปลอดภัย ยังไม่พบผลกระทบน้ำ-ไฟสูง

ข่าวทั่วไป Monday September 14, 2026 11:45 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กทม. เผยผลสำรวจ Data Center ในกรุงเทพฯ พบมีทั้งหมด 49 แห่ง (ในอาคาร 43 แห่ง และstand alone 6 แห่ง) ชี้การใช้ไฟยังต่ำกว่า 3% ของพื้นที่กรุงเทพฯ และสั่งชะลอการขออนุญาตใหม่เพื่อรอข้อสรุปมาตรฐานควบคุมจากคณะกรรมการชุดใหญ่ของรัฐบาลใน 2 สัปดาห์ กทม. ออกเช็กลิสต์เข้ม 5 ด้าน ป้องกันผลกระทบชุมชน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบ Data center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า กทม. ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการระดับรัฐบาลที่มีคณะกรรมการกำกับ Data Center โดย กทม. ดำเนินการในกรอบหน้าที่รับผิดชอบ และอยู่ระหว่างรอรายละเอียดแนวทางจากคณะกรรมการชุดใหญ่

สำหรับการอนมัติโครงการ Data Center ใหม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ถ้ามีการยื่นเรื่องมาก็จะรับไว้ แต่ตอนนี้ชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อนตามนโยบาย เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ น

ส่วนโครงสร้างหน่วยงานรับผิดชอบ Data center ในกรุงเทพฯ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) พิจารณาการใช้ไฟฟ้า, การประปานครหลวง (กปน.) พิจารณาการใช้น้ำ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมธุรกิจพลังงาน ควบคุมโรงงานและน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบัน Data Center ที่ขออนุญาตยังไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แต่มีแนวโน้มที่คณะกรรมการของรัฐบาลอาจกำหนดให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง

ในส่วนของบทบาทหลักของ กทม. จะรับผิดชอบเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (ตามกฎหมายควบคุมอาคาร), ผังเมือง และการสาธารณสุข ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้กำหนดว่า Data Center ที่เป็นสแตนด์อโลนยังไม่อยู่ในกฎหมายที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ยกเว้น Data Center ที่ตั้งอยู่ในอาคารที่มีหลายประเภทอาคารรวมกันและมีขนาดเข้าเกณฑ์ ซึ่งมีบางส่วนได้ทำ EIA ไปแล้ว

สำหรับจำนวน Data Center ที่พบจากการสืบค้น กทม. ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบว่า มี Data Center ทั้งหมด 43 แห่งที่ตั้งอยู่ในอาคาร และมีแบบสแตนด์อโลน อีก 6 แห่ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

Data Center ในอาคารทั้ง 43 แห่ง :

เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2543 เป็นศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กกระจายตามตึก เช่น ของธนาคาร, สถานที่ราชการ, รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์

สำหรับการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใน 43 แห่ง มี 12 แห่งที่มีใบอนุญาตสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ได้แก่ หน่วยงานรัฐ 3 แห่ง, ธนาคาร 5 แห่ง และโรงงานเอกชน 4 แห่ง (มี 1 แห่งสะสมสูงสุดประมาณ 90,000 ลิตร) ส่วนอีก 31 แห่ง ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก และสะสมน้ำมันไม่ถึงเกณฑ์ จึงไม่ต้องขอใบอนุญาต

Data Center สแตนด์อโลน 6 แห่ง:

เปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตบางกะปิ เขตห้วยขวาง และเขตสวนหลวง ส่วนอีก 3 แห่ง ชะลอใบอนุญาตอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ส่วนการใช้พลังงานและทรัพยากร ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดใน กทม. อยู่ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ โดย Data Center ใน กทม. ใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นไม่ถึง 3% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ขนาดของ Data Center ใน กทม. ถือว่าเล็กกว่าต่างจังหวัดมาก อยู่ที่ประมาณ 20-25 เมกะวัตต์ (ต่างจังหวัด Hyper-scale มีขนาด 200-300 เมกะวัตต์) ด้านการใช้น้ำ กปน. ยืนยันว่าใช้น้ำน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง

*จัดทำเช็กลิสต์มาตรฐานความปลอดภัย 5 ด้าน

1. ขอใบอนุญาตและรับรองโดยกทม.: หากเป็น Data Center ขนาดใหญ่ ที่เป็นสแตนด์อโลน ต้องนำใบรับรองมาตรฐานจากสถาบันนานาชาติ หรือสถาบันในประเทศไทย ซึ่งต้องอัปเดตทุก 3 ปี มาประกอบการพิจารณามาตรฐานความปลอดภัย

2. การใช้ทรัพยากร: ตรวจสอบการจัดเก็บน้ำมันให้เป็นไปตามเกณฑ์ของกรมธุรกิจพลังงานอย่างเข้มข้น ประสานเรื่องไฟฟ้าร่วมกับ กฟน. และเรื่องน้ำร่วมกับ กปน.

3. ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม:

มลพิษทางน้ำ: ตรวจสอบสารพิษเดือนละ 1 ครั้ง

มลพิษทางอากาศ: ติดตั้งเครื่องมอนิเตอร์ตรวจวัดฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 แบบเรียลไทม์

ความเสี่ยงด้านสุขภาพ: ตรวจสอบเชื้อโรคจากหอผึ่งความเย็น (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง

ผลกระทบด้านความร้อน: มอนิเตอร์อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยอุณหภูมิผลต่างระหว่างแหล่งกำเนิดความร้อนกับบริเวณชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร ต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

มลพิษทางเสียง: ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล และเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบล

4. ด้านการป้องกันอัคคีภัย: ตรวจสอบเครื่องดับเพลิง ระบบน้ำดับเพลิง และระบบสารละลายโฟม ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน

5. ด้านการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน: กำหนดให้มีการซ้อมอพยพ หนีภัย และทดสอบสัญญาณเตือนภัย

ทั้งนี้ สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้ง Data Center ทั้งหมดแล้ว ซึ่งยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง

นายชัชชาติ ชี้แจงกรณีน้ำมันรั่วว่า กทม. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทน้ำมัน ตรวจสอบท่อน้ำมันขนาด 14 นิ้ว แรงดันสูง 40 บาร์ ไม่พบรอยรั่วที่ตัวท่อ แต่ยังมีคราบน้ำมันซึมออกมา สันนิษฐานว่าอาจเป็นน้ำมันเก่าสะสมในโพรงดินที่ถูกน้ำฝนดันออกมา ซึ่งวันนี้จะมีการประชุม โดยจะมีการตรวจสอบว่าน้ำมันที่ไหลออกมาเป็นประเภทใด ทั้งนี้ ยืนยันว่า เรื่องน้ำมันไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Data Center

ด้าน นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เรื่องการควบคุมมลพิษทางเสียง ที่ผ่านมา กทม. เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องเสียง 1 ครั้ง จากการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ของสแตนด์อโลนเขตบางกะปิ ในช่วงกลางคืน กทม. จึงได้เพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งวันและเวลาในการทดสอบล่วงหน้า (ปกติทดสอบเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง) และระดับเสียงขณะทดสอบต้องไม่เกิน 115 เดซิเบล ตามที่กฎหมายกำหนด

กรณีเขตบางกะปิ เคยมีเรื่องร้องเรียนการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองช่วงกลางคืน สำนักงานเขตได้เข้าไปจัดการให้เปลี่ยนเวลาทดสอบเป็นช่วงกลางวัน ซึ่งปัญหาได้คลี่คลายแล้ว และปัจจุบันไม่มีเรื่องร้องเรียน นายพรพรหม กล่าว

ส่วนการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ กำหนดให้ Data Center ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิใน 2 จุด ได้แก่ บนดาดฟ้า (บริเวณแหล่งกำเนิดความร้อน/ เครื่องปรับอากาศ) และในชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร เพื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิไม่ให้แตกต่างกันมาก

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ