CONSENSUS: PTT หุ้นพิมพ์นิยม! ลุ้นดีล ADNOC ปลดล็อก Value-กำไรดีดรับน้ำมันพุ่ง

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday September 14, 2026 14:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บมจ.ปตท. (PTT) กลับมาเป็นหุ้นดาวเด่นกลางสปอตไลต์อีกครั้ง หลังสื่อนอกรายงานว่า ADNOC ยักษ์ใหญ่พลังงานแห่งอาบูดาบี ซุ่มเจรจาเข้าถือหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือ PTT ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (Consensus) ประเมินเป็น เชิงบวกระยะยาว จากการ ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Unlock Value) และประกันความเสี่ยงด้านวัตถุดิบน้ำมันดิบ

โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ประเมินว่า บมจ.ไทยออยล์ (TOP) มีโอกาสสูงที่สุดที่จะได้พันธมิตรใหม่เข้ามาเติมเต็มธุรกิจ เนื่องจากเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงและพึ่งพาธุรกิจปิโตรเคมีต่ำ

ประกอบกับแนวโน้มกำไร PTT ปีนี้เติบโตดีตามทิศทางราคาน้ำมันพึ่งและภาวะซัพพลายตึงตัว และในเดือนก.ย.นี้รอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เก็งไว้ที่ 1 บาท/หุ้น

ด้านราคาหุ้น PTT ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาขึ้นไปจาก 14 ส.ค.69 ที่ 39.75 บาท จนถึงวันที่ 11 ก.ย.69 ราคาอยู่ที่ 42.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท (+5.66%) โดยระหว่างทางขึ้นไปทำนิวไฮในรอบ 5 ปีที่ 42.75 บาท

ขณะที่ราคาหุ้น PTT ปิดเที่ยงวันนี้ที่ 41.75 บาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า PTT ชี้แจงเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่พันธมิตรต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม PTT ว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาและหารือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ และยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับคู่เจรจารายใด พร้อมยืนยันว่า PTT จะยังคงถือหุ้นใหญ่และคงอำนาจควบคุมธุรกิจไว้เช่นเดิม เราคงมุมมองเชิงบวกและคำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 50 บาท

การมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจ โรงกลั่นและปิโตรเคมี เป็นนโยบายที่ PTT สื่อสารกับนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจในระยะยาว โดยมีเป้าหมายหลัก ได้แก่ การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ ขยายการเข้าถึงตลาด พัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อรับมือภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

หากมีการนำพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างที่ PTT ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุม ดังนั้นทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ PTT

PTT ระบุว่าจะพิจารณาทุกทางเลือกอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รวมทั้งต้องผ่านกระบวนการอนุมัติและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มุมมอง INVX มองว่าข่าวนี้มีนัยเชิงบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือ PTT เนื่องจากสะท้อนว่า PTT ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับความสามารถแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม จึงยังไม่มีผลกระทบต่อประมาณการหรือมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม PTT จะยังคงถือหุ้นใหญ่และคงอำนาจควบคุมธุรกิจไว้เช่นเดิม ซึ่งเรามองว่าจะเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นโดยรวม คงคำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 50 บาท

นายศรชัย พิทยาพฤกษ์, IAA, AISA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ และนักวิเคราะห์อาวุโส บล.กรุงศรี กล่าวว่า จากที่มีข่าว ADNOC อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเข้าซื้อหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยภายใต้กลุ่ม PTT เพื่อสร้างฐานรองรับการจำหน่ายน้ำมันดิบของบริษัท และขยายธุรกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นแผนระยะยาวของ PTT ที่สื่อสารออกมาเกือบจะ 2 ปีแล้วในโครงการ Genesis ที่จะหาพันธมิตรเข้ามา ซึ่ง PTT ได้แจ้งชัดเจนว่า ADNOC คือหนึ่งในพันธมิตรที่เจรจากันอยู่ แต่ยังไม่มีข้อสรุป สุดท้ายยังต้องรอว่า ADNOC จะร่วมหรือไม่ร่วม อย่างไรก็ดี PTT เจรจากับหลายราย มองว่าไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐฯหรือ UAE มองว่าพันธมิตรที่เจรจาอยู่ก็เป็นรายใหญ่

ทั้งนี้ หากเจรจาสำเร็จ PTT ก็จะสามารถหา Feed Stock ได้เพิ่มขึ้นและยังมองเป็นโอกาส PTT ในการเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น เปิดโอกาสให้บริษัทในกลุ่ม PTT มีช่องทางการขายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถลดต้นทุน ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์เพื่อพันธมิตรใหม่เข้าร่วมทุน และจะส่งผลดีต่อบริษัทในกลุ่ม PTT

นายศรชัย มองว่า พันธมิตรไม่ว่าจะเป็น ADNOC หรือบริษัทอื่น คาดว่าน่าจะเข้าร่วมทุนกับ TOP เพราะมีศักยภาพขยายโรงกลั่นในโครงการ CFP ที่จะเริ่มในเริ่มในปี 2571 ส่วน PTTGC อยู่ระหว่างศึกษาการร่วมทุนกับ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] เมื่อ 2 บจ.รวมกันก็จะเพิ่มประโยชน์ให้กับธุรกิจ และทำให้การร่วมทุนจากพันธมิตรต่างชาติยิ่งน่าสนใจ ขณะที่ IRPC ไม่มีการขยายกำลังการผลิต ดังนั้นจึงคาดว่าพันธมิตรต่างชาติรายใหม่จะเข้าร่วมทุนใน TOP และ PTTGC

ทั้งนี้ บล.กรุงศรี เพิ่มราคาเป้าหมาย TOP จาก 70 บาท เป็น 83 บาท แนะนำซื้อ ส่วน PTT ให้เป้าหมายที่ 44.50 บาท แนะนำซื้อ เช่นกัน

สำหรับ PTT เป็นหุ้นที่ลงทุนได้ เพราะมีปัจจัยพื้นฐานดีที่ ตอนนี้ก็มี Upside ของบริษัทลูก (TOP, PTTGC) นอกเหนือจากปัจจุบันภาวะสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ซัพพลายตึงตัว ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน หนุนกำไรดีขึัน และภายในเดือน ก.ย.นี้ จะมีประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล คาดว่าจะจ่ายในอัตรา 1.00 บาท/หุ้น

ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า ข่าว ADNOC สนใจเข้าถือหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม PTT ไม่ใช่พัฒนาการใหม่ทั้งหมด เข้าใจว่าหากมีการเจรจากันจริงอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Genesis ซึ่ง PTT อยู่ระหว่างการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นในเครือมาตั้งแต่กลางปี 2568 ทั้งนี้ เราเชื่อว่าตลาดน่าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าผู้ประกอบการจากตะวันออกกลาง รวมถึง ADNOC จะเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสเข้ามาเป็นพันธมิตร

กระบวนการอาจล่าช้าออกไป ผู้บริหาร PTT ระบุเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจล่าช้าจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการแทรกแซงด้านกฎระเบียบในตลาดโรงกลั่นของไทย

โครงสร้างธุรกรรมยังไม่ชัดเจน ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากธุรกรรมเกิดขึ้นจริง จะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนโดยบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น (P&R) ของ PTT หรือเป็นการขายหุ้นเดิมที่ PTT ถืออยู่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหาร PTT ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทมีความตั้งใจที่จะรักษาอำนาจควบคุมในสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทย่อย ซึ่งหมายความว่าบริษัทย่อยดังกล่าวจะยังคงถูกรวมอยู่ในงบการเงินของ PTT นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังระบุว่าการขายหุ้นที่อาจเกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อข้อกำหนดด้านหนี้สินของบริษัทย่อย

TOP มีแนวโน้มเป็นเป้าหมายมากที่สุดในบรรดาโรงกลั่นทั้ง 3 แห่ง เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดเคมีภัณฑ์ต่ำกว่า ขณะที่ตลาดโดยรวมยังมองว่าภาวะขาลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์อาจดำเนินต่อไป นอกจากนี้ โครงการ CFP ที่กำลังจะแล้วเสร็จยังมีแนวโน้มช่วยเพิ่มกำลังการกลั่นและประสิทธิภาพการดำเนินงานของ TOP ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลเชิงกลยุทธ์มุ่งเน้นการเข้าถึงตลาดและองค์ความรู้มากขึ้น เราเข้าใจว่าเป้าหมายเริ่มต้นของ PTT ในการจัดตั้งโครงการ Genesis ในปี 2568 คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานะการเงินของบริษัทย่อยในช่วงที่ธุรกิจโรงกลั่นเผชิญความท้าทายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นดังกล่าวมีนัยสำคัญลดลงในปัจจุบัน เนื่องจากภาวะตลาดโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้นและฐานะการเงินของบริษัทย่อยแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น เราเชื่อว่าประโยชน์หลักที่ PTT ต้องการจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์น่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะหลังจากโครงการ CFP ของ TOP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเข้าถึงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

ADNOC อาจต้องการกระจายการลงทุนด้วยเช่นกัน ในมุมของ ADNOC แม้รายงานของ Bloomberg จะระบุว่าการสร้างฐานลูกค้าสำหรับน้ำมันดิบเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ แต่เราเชื่อว่าการกระจายการลงทุนออกนอกภูมิภาคตะวันออกกลางอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บริษัทพิจารณา น้ำมันดิบหลักที่ ADNOC ส่งออก รวมถึงน้ำมันดิบเกรด Medium-sour เช่น Murban มีความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์กับโรงกลั่นของ TOP อย่างไรก็ตาม TOP สามารถลดการใช้น้ำมันดิบประเภทดังกล่าวลงเหลือประมาณ 40% ในปัจจุบัน จากเดิม 60-65% หลังเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง และสัดส่วนดังกล่าวอาจลดลงอีกเมื่อ CFP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำมันดิบที่มีความหนักมากขึ้น โดยคาดว่าน้ำมันดิบเกรดหนัก เช่น Basrah Heavy จะคิดเป็นประมาณ 50% ของการใช้น้ำมันดิบทั้งหมด

มุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจโรงกลั่นยังคงเดิม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น แม้ว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวลดลงหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าค่าการกลั่นยังสามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงกลางวัฏจักรได้ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ PTT และ TOP โดยให้มูลค่าพื้นฐานที่ 45.00 บาท และ 73.50 บาท ตามลำดับ และคงคำแนะนำ ถือ สำหรับ PTTGC และ IRPC โดยให้มูลค่าพื้นฐานที่ 43.00 บาท และ 2.50 บาท ตามลำดับ

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ