สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันอังคาร (15 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่าการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยันบู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันริมฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียได้ถูกระงับ นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ประกาศยกเลิกการส่งมอบน้ำมันบางเที่ยวเรือให้แก่ลูกค้าในยุโรป ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ตลาดมีความกังวลว่าภาวะชะงักงันของเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญนี้อาจยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 4.44 ดอลลาร์ หรือ 4.38% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 3.07 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 108.75 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ต่างก็ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน WTI ยังพุ่งขึ้นแซงหน้าราคาน้ำมันเบรนท์ในวันอังคาร เนื่องจากความกังวลที่ว่าปัญหาอุปทานของซาอุดีอาระเบียกำลังขยายวงกว้างขึ้นนั้น ได้ผลักดันให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพื่อเป็นทางเลือก
แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือเปิดเผยในวันอังคารว่า การขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือยันบูของซาอุดีอาระเบียถูกระงับ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้แจ้งต่อลูกค้าในยุโรปว่าจะยกเลิกเที่ยวเรือขนส่งน้ำมันดิบบางส่วนในช่วงปลายเดือนก.ย.
นักวิเคราะห์จากบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า ข่าวซาอุดีอาระเบียยกเลิกการส่งมอบน้ำมันดิบไปยังยุโรป ได้ตอกย้ำกระแสคาดการณ์ที่ว่าโรงกลั่นในยุโรปจะหันไปพึ่งพาอุปทานจากสหรัฐฯ ส่งผลให้บรรดาเทรดเดอร์แห่เข้าซื้อน้ำมัน WTI โดยเดิมพันว่าการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียอาจจจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นสูงกว่าราคาน้ำมันเบรนท์ในขณะนี้
ทั้งนี้ ท่าเรือยันบูมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เคยลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วน 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลก ต้องปิดลง
ภาวะสงครามได้บีบให้ซาอุดีอาระเบียต้องเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบไปทางทิศตะวันตก ผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ แต่การที่ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจประกาศปิดท่อส่งดังกล่าว
แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ Kpler ประเมินว่า หากท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ถูกปิดเป็นเวลาหนึ่งเดือน ตลาดอาจสูญเสียอุปทานน้ำมันสูงถึง 120 ล้านบาร์เรล โดยการประเมินดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ส่งออกน้ำมันราว 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีน้ำมันประมาณ 15 ล้านบาร์เรลเก็บสำรองอยู่ที่คลังน้ำมันหรือท่าเรือยันบู
โดย รัตนา พงศ์ทวิช