สถานีโทรทัศน์เอบีซี (ABC) ของออสเตรเลียรายงานในวันนี้ (17 ก.ย.) ว่า รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมสั่งห้ามนักศึกษาต่างชาตินำคู่สมรส คู่ครอง และบุตรติดตามมาพำนักในประเทศระหว่างศึกษาต่อ พร้อมทั้งคุมเข้มกฎระเบียบการเปลี่ยนประเภทวีซ่าสำหรับผู้ถือวีซ่าชั่วคราว เพื่อควบคุมจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าประเทศ เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนถูกมองว่าเป็นปัจจัยสร้างแรงกดดันต่อปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และความสมานฉันท์ในสังคม
รายงานข่าวระบุว่า โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลีย มีกำหนดแถลงที่สโมสรผู้สื่อข่าวแห่งชาติ (National Press Club) ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยคาดว่าจะประกาศแผนปรับลดตัวเลขการย้ายถิ่นฐานสุทธิจากต่างประเทศลงเหลือ 225,000 คนภายในปี 2571 จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 300,000 คน
ทั้งนี้ ยอดผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาต่างชาติ ผู้ถือวีซ่าเวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ และแรงงานทักษะชั่วคราว พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเปิดพรมแดนประเทศอีกครั้งในเดือนก.พ. 2565 หลังปิดประเทศเพื่อสกัดโควิด-19 นานเกือบ 2 ปี
ตามกฎระเบียบในปัจจุบัน คู่สมรสหรือคู่ครองของนักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานในออสเตรเลียได้ โดยจำนวนชั่วโมงการทำงานขึ้นอยู่กับระดับหลักสูตรที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียน นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถนำบุตรในความอุปการะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีติดตามเข้ามาได้ด้วย
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลมีขึ้นหลังจากพรรควันเนชัน (One Nation) พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดที่มีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้ออกมาประกาศเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า จะปรับลดจำนวนผู้ถือวีซ่าชั่วคราวลงถึง 750,000 คนภายใน 3 ปี เพื่อให้ชาวออสเตรเลียได้มีพื้นที่หายใจมากขึ้น
พรรควันเนชันดำเนินนโยบายตามแนวคิด ออสเตรเลียต้องมาก่อน (Australia first) ซึ่งคล้ายคลึงกับนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยพรรคฯ ตั้งเป้าจำกัดการย้ายถิ่นฐานสุทธิให้อยู่ที่ 130,000 คนต่อปีหลังพ้น 3 ปีแรก พร้อมทั้งเสนอให้ทบทวนแผนงานทุกปี
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ตัวเลขการย้ายถิ่นฐานสุทธิในรอบปีสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 306,000 คน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติ ลดลงต่อเนื่องจากระดับ 429,000 คนในปี 2567 และจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 518,000 คนในปี 2566
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์