ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์หน้า (21-25 ก.ย.) ที่ระดับ 33.00-33.60 บาท/ดอลลาร์ จากปิดตลาดในวันศุกร์ 18 ก.ย. ที่ 33.33 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด และจับตาซัมมิท ทรัมป์-สี จิ้นผิง
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของเงินเยนและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย สวนทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขยับขึ้นตามสัญญาณตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนก่อนการประชุม คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. ท่ามกลางความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติมช่วงกลางสัปดาห์ โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ หลังผลการประชุมเฟดสะท้อนว่า เฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายและมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ โดยในการประชุมรอบนี้ เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาที่กรอบ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาด ขณะที่ Dot Plot ใหม่สะท้อนโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ในช่วงท้ายสัปดาห์ เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าตามเงินเยน (ที่อ่อนค่าหลังผลการประชุม BOJ) อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำและการย่อตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วยจำกัดกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บางส่วน
ส่วนในสัปดาห์หน้า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และการพบกันระหว่าง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีน และ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ (24 ก.ย.)
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่น/ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค และดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนก.ย. รวมถึงตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามการประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน และดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ ด้วยเช่นกัน
โดย รัชดา คงขุนเทียน