ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือฝั่งอ่าวอาหรับ หลังเหตุโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้ต้องหยุดส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West Pipeline ซึ่งเชื่อมพื้นที่ผลิตน้ำมันทางตะวันออกกับท่าเรือยานบูทางฝั่งทะเลแดง
ข้อมูลจาก TankerTrackers.com ระบุว่า ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ขนน้ำมันดิบขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) 7 ลำ รวมราว 14 ล้านบาร์เรล ที่บริเวณอ่าวอาหรับเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) โดยภาพถ่ายดาวเทียมพบเรือทั้ง 7 ลำอยู่ใกล้ท่าเรือราส ทานูรา (Ras Tanura) ของซาอุฯ
การบรรทุกน้ำมันดิบลงเรือผ่านท่าเรือฝั่งอ่าวอาหรับ บ่งชี้ว่าการส่งออกน้ำมันของซาอุฯ เริ่มฟื้นตัวบางส่วน ขณะที่ตลาดคาดว่าปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกดดันราคา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ (21 ก.ย.) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.
ก่อนหน้านี้ เหตุโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันที่ 13 ก.ย. ทำให้ซาอุฯ ต้องปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline และระงับการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยานบู บริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ซาอุดี อารัมโก ยกเลิกการขายน้ำมันดิบแบบเที่ยวเรือให้ลูกค้าในยุโรปบางส่วน และหันไปเพิ่มการขายให้ลูกค้าในเอเชีย โดยใช้น้ำมันจากท่าเรือฝั่งตะวันออกและขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทน
ข้อมูลจากวอร์เทซา (Vortexa) ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาอุฯ หันมาใช้ท่าเรือฝั่งอ่าวอาหรับในการส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้น โดยมีปริมาณการบรรทุกน้ำมันดิบลงเรือเฉลี่ยราว 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือน
ขณะที่ช่วงวันที่ 1-11 ก.ย. ซาอุฯ มีปริมาณการบรรทุกน้ำมันดิบลงเรือผ่านท่าเรือฝั่งทะเลแดงเฉลี่ยราว 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต