สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (6 พ.ย.) หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 38.60 ดอลลาร์ หรือ -0.94% ปิดที่ 4,074.90 ดอลลาร์/ออนซ์
เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.7% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ส่งผลให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรอ้างอิงก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวลงทันทีหลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งอย่างมาก
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนต.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และเปิดโอกาสให้เฟดมุ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้มากขึ้น
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. อยู่ที่ 81% เพิ่มขึ้นจากระดับ 72.8% ก่อนการเปิดเผยรายงานการจ้างงาน
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้ทองคำมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เฟด 2 รายยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟด
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช