นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Rotation) จากหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth) และกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปสู่หุ้นคุณค่า (Value) มากขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับ ผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง (Real Earnings) กระแสเงินสด และระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่มีความสมเหตุสมผล ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมา หุ้น Growth และธีม AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายลงทุน (AI Capex) ในระดับมหาศาล ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง ความผันผวนของราคาน้ำมัน ประเด็นเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงานและValuation ของหุ้นเทคโนโลยี ตลาดจึงเริ่มปรับประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนและหันมามองหาบริษัทที่มีรากฐานธุรกิจแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดรองรับ และจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การหมุนเวียนเข้าสู่หุ้นคุณค่า ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธศักยภาพระยะยาวของธีม AI หรือหุ้น Growth
แต่สำหรับผู้ลงทุนที่มีการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างมาก การเพิ่มสัดส่วนหุ้นคุณค่า ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระจายแหล่งสร้างผลตอบแทนและสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุนพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาด ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นคุณค่าชั้นนำของสหรัฐฯ
บลจ.วรรณ จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด วรรณ USA Value (ONE- USAV) ครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 1928 ตุลาคม 2569
โดยเป็นกองทุนประเภท Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก FTGF Putnam US Large Cap Value Fund เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุน
จุดเด่นของกองทุนหลัก FTGF Putnam US Large Cap Value Fund คือการบริหารการลงทุนเชิงรุก (Active Management)
ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเครื่องมือเชิงปริมาณ เพื่อคัดเลือกหุ้นคุณค่าขนาดใหญ่ (US Large-Cap Value) ที่มีสภาพคล่องสูงและพื้นฐานธุรกิจทนทานต่อสภาวะความไม่แน่นอน โดยจุดเด่นสำคัญคือการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม
กระจายไปยังกลุ่มการเงิน (Financials) สัดส่วนประมาณ 18.50% และกลุ่มสุขภาพ (Health Care) สัดส่วนประมาณ 14.58%
รวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ต (ข้อมูล ณ 31 ส.ค. 2569) ควบคู่ไปกับการเลือกลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี (Information
Technology) สัดส่วน 20.67% แบบเจาะจงรายบริษัท ทำให้พอร์ตไม่พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป
นายพจน์ กล่าว
ทั้งนี้ หุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนหลักเข้าลงทุน (ข้อมูล ณ 31 ส.ค.2569) ได้แก่ Microsoft Corporation (7.23%), Apple Inc. (6.49%), Amazon.com, Inc. (3.29%), Citigroup Inc. (3.25%) และExxonMobil Holdings Corporation (2.78%) ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างหุ้นเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง หุ้นสถาบันการเงิน และหุ้นกลุ่มพลังงานได้อย่างลงตัว
กองทุน ONE-USAV เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตหุ้นเติบโตเดิม และสอดรับกับสภาวะตลาดที่เน้นเรื่องคุณภาพของกำไรและมูลค่าที่สมเหตุสมผล
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร