นายพิริยพล คงวาณิช ,IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง (BLS) กล่าวว่าเรายังมองว่าเงินทุนต่างชาติมีโอกาสกลับมาหนุนตลาดหุ้นไทย แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ยังอยู่ในระดับสูง เพราะภาพกำไรตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งขึ้นทั้งในแง่การเติบโตและการกระจายตัว โดยกำไรสุทธิ 1H69 เติบโต 22% YoY และประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่องจากต้นปี ปรับขึ้น 16.9%
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ต้นทุนเงินทุนที่สูง การกลับเข้าของต่างชาติรอบนี้มีแนวโน้มเป็น Selective Re-entry มากกว่าการซื้อทั้งตลาด โดยเน้นหุ้นที่กำไรเติบโตแข็งแกร่งและมีความชัดเจนของกำไร (Earnings Visibility)
Fund Flow รอบนี้มีแรงหนุนครบทั้ง วัฏจักรเศรษฐกิจกำไร
บัวหลวง ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เห็นจาก GDP ไทยเพียงอย่างเดียว โดยหุ้นวัฏจักรโลก (Global Cyclical) ไม่รวมโรงไฟฟ้า มีสัดส่วนถึง 35.2% ของมูลค่าตลาด SET และสร้าง 36.2% ของกำไร SET ใน 1H69 ดังนั้น เมื่อวัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลกฟื้น กำไรของหุ้นไทยส่วนสำคัญจึงได้รับแรงหนุนตามไปด้วย
สัญญาณรอบนี้ยังเป็นบวกชัดเจน การส่งออกเกาหลีซึ่งเราใช้เป็นตัวแทนวัฏจักรเทคโนโลยีโลกเพิ่มขึ้น 83.5% YoY ในเดือนก.ย. ขณะที่ US ISM Manufacturing ซึ่งสะท้อนวัฏจักรการผลิตโลกอยู่ที่ 54.5 และยืนเหนือ 50 ต่อเนื่อง 9 เดือน สะท้อนว่าการฟื้นตัวไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่เริ่มขยายไปสู่ภาคการผลิตด้วย
อย่างไรก็ตาม ต่างชาติไม่ได้ตัดสินใจซื้อ SET จาก Global Cycle เพียงปัจจัยเดียว เราจึงติดตาม 6 สัญญาณที่ครอบคลุมตั้งแต่ทิศทางเงินทุนโลกจนถึงกำไรและราคาหุ้นไทย ได้แก่
1) Foreign Flow Momentum ดูว่าเงินต่างชาติเริ่มกลับเข้าหุ้นไทยหรือไม่,
2) EM vs World ดูว่าเงินโลกกำลังเพิ่มน้ำหนักตลาดเกิดใหม่หรือไม่,
3) SET EPS Revision ดูว่าตลาดกำลังปรับประมาณการกำไรไทยขึ้นหรือลง,
4) Korea Exports ใช้จับวัฏจักรเทคโนโลยีและการค้าโลก,
5) SET vs EM ดูว่าหุ้นไทยเริ่มสร้างผลตอบแทนดีขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นหรือไม่ และ
6) US Manufacturing ISM ใช้ยืนยันว่าวัฏจักรการผลิตโลกยังขยายตัว
ปัจจุบันทั้ง 6 จาก 6 สัญญาณอยู่ในทิศทางขาขึ้นและเหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกัน โดยข้อมูลย้อนหลังปี 25592569 พบว่า เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว เงินต่างชาติใน 3 เดือนถัดไปเป็นเงินไหลเข้าสุทธิถึง 89% ของช่วงเวลาที่เข้าเงื่อนไข และมีค่าเฉลี่ยเงินไหลเข้าประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมปัจจุบันยังเอื้อต่อ Foreign Re-entry แม้ Bond Yield จะอยู่ในระดับสูง
Global Cycle เป็นจุดเริ่มต้นของ Flow แต่ Earnings เป็นตัวกำหนดว่าเงินจะอยู่ได้นานแค่ไหน
สถิติจาก 3 รอบ Fund Flow สะสมใหญ่ในปี 2559, 2562 และ 2564 ชี้ว่า เมื่อ Global Cycle สามารถส่งผ่านไปสู่การเติบโตของกำไรได้ในรอบ 2559 และ 2564 รอบเงินทุนต่างชาติมีโอกาสพัฒนาเป็น รอบสะสมยาว 818 เดือน
ขณะที่รอบที่กำไรไม่สามารถรักษาแรงส่งได้ในปี 2559 อาจสั้นเพียง 4 เดือน โดยทั้ง 3 รอบมีเงินต่างชาติซื้อสุทธิเฉลี่ยประมาณ 1.60 แสนล้านบาทต่อรอบ
รอบนี้ Yield เป็นแรงต้าน แต่ Earnings Revision กำลังทำหน้าที่เป็นกันชน
แรงต้านจาก Bond Yield ในรอบนี้ถือว่าสูงกว่าปกติ โดย US 10Y อยู่ราว 5.19% หรือ +1.9SD ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯไทยอายุ 10 ปี (USThai 10Y Spread) อยู่ที่ 2.9 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือ +2.1SD ทำให้สินทรัพย์ในรูปดอลลาร์มีความน่าสนใจมากขึ้น และเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการลงทุนในหุ้นไทย
สถิติในอดีตยืนยันว่า Yield ระดับสูงสร้างแรงกดดันต่อ Fund Flow จริง เมื่อ US 10Y และ USThai 10Y Spread สูงกว่า +1SD พร้อมกัน เงินต่างชาติใน 13 สัปดาห์ถัดไปมียอดสะสมติดลบถึง 74% ของช่วงเวลาที่เข้าเงื่อนไข และมีเงินไหลออกเฉลี่ยประมาณ 2.0 หมื่นล้านบาท โดยแรงขายมักต่อเนื่องในกรอบประมาณ 14 สัปดาห์
แต่ Yield สูงไม่ได้ปิดทาง Fund Flow หากกำไรยังถูกปรับขึ้น เพราะเมื่อแยกเฉพาะช่วงที่ Yield สูงแต่ SET Earnings Revision 3M ยังเป็นบวก เงินต่างชาติใน 13 สัปดาห์ถัดไปกลับเป็นบวกถึง 80% และมีค่าเฉลี่ยเงินไหลเข้าราว 3.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน SET Earnings Revision 3M ยังแข็งแกร่งที่ +13.9%
ดังนั้น ภาพรอบนี้จึงไม่ใช่ Yield สูง = ต่างชาติต้องขาย แต่ Yield เป็นตัวกำหนดแรงต้าน ขณะที่ Earnings เป็นตัวกำหนดความสามารถของตลาดในการต้านแรงขายและดึงเงินทุนกลับเข้ามา
สัญญาณล่าสุดเริ่มเปลี่ยนจาก ขายหนักผิดปกติ ไปสู่ แรงซื้อเริ่มกลับมา
แรงขายของต่างชาติ 1 เดือนก่อนหน้านี้ลงไปถึงระดับ 1.9SD เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี สะท้อนภาวะขายหนักผิดปกติ (Oversold) ก่อนที่แรงขายจะเริ่มลดความรุนแรงลงและต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในสัปดาห์ล่าสุด
ขณะเดียวกัน สัดส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแรงซื้อเทียบกับจำนวนอุตสาหกรรมที่ถูกขาย (NVDR Flow Breadth) พลิกจาก 14.8% ในช่วง 4 สัปดาห์ เป็น +22.2% ในสัปดาห์ล่าสุด สะท้อนว่าแรงซื้อกำลังกระจายตัวกว้างขึ้น
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า Fund Flow กำลังเปลี่ยนจาก Broad Selling Selective Re-entry แต่เงินยังไม่ได้กลับเข้าทุกกลุ่มพร้อมกัน จึงทำให้ทิศทาง Flow รายหุ้นมีความสำคัญมากขึ้นในการเลือกลงทุน
กลยุทธ์เน้น 5 หุ้นที่ Flow เร่งตัว พร้อมแรงส่งกำไร
เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็นอันดับแรกกับ GULF, KBANK, CPN, CRC และ OSP ซึ่งอยู่ในกลุ่ม ต่างชาติซื้อเร่ง (Accelerating Inflow) บวกกับแต่ละบริษัทยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรชัดเจน จึงเป็น 5 หุ้นเป้าหมายหลักของรอบ Selective Re-entry
นอกจากนี้ เรายังติดตามหุ้นที่สัญญาณ Flow อยู่ในช่วงพัฒนาการขั้นถัดไป ได้แก่ CPALL ซึ่งยังมีแรงซื้อสะสมต่อเนื่อง (Sustained Accumulation), BDMS, GPSC และ CENTEL ที่เริ่มเห็นการพลิกจากขายกลับเป็นซื้อ (Flow Reversal) รวมถึง AWC, BJC และ BGRIM ที่ราคาเริ่มดูดซับแรงขายได้ดีขึ้น (Price Absorption) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสยกระดับความน่าสนใจหากแรงซื้อพัฒนาต่อเนื่อง