ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดบวก 97.53 จุด หลังเฟดคงดบ.ตามคาด จับตา PCE-ผลประกอบการบิ๊กเทค

ข่าวต่างประเทศ Thursday October 29, 2026 06:27 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (28 ต.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟดในปีนี้ พร้อมกับจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,475.10 จุด เพิ่มขึ้น 97.53 จุด หรือ +0.19%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,743.98 จุด เพิ่มขึ้น 21.38 จุด หรือ +0.28%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,549.85 จุด เพิ่มขึ้น 72.04 จุด หรือ +0.27%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติด้วยคะแนนเสียง 10-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด

หลังเสร็จสิ้นการประชุม เฟดได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจ และระบุในแถลงการณ์ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฟดจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำหนดจุดยืนด้านนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงความพร้อมและความเต็มใจที่จะดำเนินการ

นักวิเคราะห์จากบริษัท Carson Group กล่าวว่า ตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้นผลการประชุมเฟดจึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจ นอกจากนี้ นักลงทุนก็เริ่มคุ้นเคยกับสไตล์การแถลงของเควิน วอร์ช

เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 85.0% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 78.3% ในวันอังคาร

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 0.48% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 0.41% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลง 0.88% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 0.65%

สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 5.9% หลังจาก SK hynix บริษัทคู่แข่งจากเกาหลีใต้ เปิดเผยรายได้และกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสความนิยมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ หุ้น SK hynix ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 13.3% ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการของ SK hynix แสดงให้เห็นว่า ความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนกำไรจากการดำเนินงานให้เติบโตอย่างมาก ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของของกระแส AI

ส่วนดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ปรับตัวขึ้น 1.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 และส่งสัญญาณว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้

หุ้น Vertiv พุ่งขึ้น 16.5% หลังจากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรายนี้เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่สูงเกินคาด และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดปีงบการเงิน 2569

หุ้น Robinhood ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ปรับตัวลง 3.3% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 และหุ้น Boston Scientific ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วงลง 5.8% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรในปีงบการเงิน 2569

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดในระหว่างวัน โดยราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 2.88% ปิดที่ระดับ 102.78 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] ดีดตัวขึ้น 1.26% แตะที่ระดับ 115.32 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน หลังจากกลุ่มฮูตีได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดย Microsoft และ Alphabet จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

โดย รัตนา พงศ์ทวิช


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ