สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (28 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากกลุ่มฮูตีได้ก่อเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.88 ดอลลาร์ หรือ 2.88% ปิดที่ 102.78 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.44 ดอลลาร์ หรือ 1.26% ปิดที่ 115.32 ดอลลาร์/บาร์เรล
กลุ่มฮูตียืนยันในวันอังคาร (27 ต.ค.) ว่าได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นราส ทานูรา (Ras Tanura) ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย และมีกำลังการผลิต 550,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังได้ก่อเหตุโจมตีสนามบินเอเดนของเยเมนในวันพุธ (28 ต.ค.) และออกประกาศเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยอิหร่าน ได้ยกระดับการโจมตีซาอุดีอาระเบียและพื้นที่อื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลว่าความขัดแย้งในภูมิภาคแห่งนี้อาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง
นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะเป็นปฏิบัติการที่ใช้ระยะเวลาสั้นแต่มีความรุนแรงมาก
แหล่งข่าวยังเปิดเผยกับ WSJ ว่า อิสราเอลได้ร่างแผนการและกำหนดเป้าหมายสำหรับการโจมตีครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วเช่นกัน พร้อมระบุว่า แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็โน้มเอียงไปที่การโจมตีครั้งใหญ่ที่พุ่งเป้าถล่มโครงสร้างพื้นฐานและฐานที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้อิหร่านกำลังเตรียมรับมือการโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงใกล้เลือกตั้งกลางเทอม และเตรียมตอบโต้ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงการโจมตีอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 ต.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 100,000 บาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 600,000 บาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3.8 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล
นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ในวันอาทิตย์นี้ (1 พ.ย.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าโอเปกพลัสจะคงนโยบายการผลิตน้ำมันเดือนธ.ค.ไว้ที่ระดับเดิม
โดย รัตนา พงศ์ทวิช