บรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ ทวีความร้อนแรงขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ต่างเปิดฉากตอบโต้และปะทะคารมกันอย่างดุเดือดระหว่างการเดินสายหาเสียงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 ต.ค.) ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ในสภาคองเกรสที่จะเป็นตัวตัดสินการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจในกรุงวอชิงตัน
ต้นตอของวิวาทะรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังโอบามาขึ้นเวทีปราศรัยที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ต.ค.) โดยหยิบยกรสนิยมการตกแต่งภายในทำเนียบขาวของทรัมป์มาล้อเลียนว่า ทำเนียบขาวดูเหมือนกับว่า ซัดดัม ฮุสเซน มาเปิดร้านชีสเค้ก แฟกทอรี ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงการตกแต่งด้วยสีทองอร่ามและเสาโรมันระยิบระยับจนดูล้นเกิน ราวกับพระราชวังของอดีตผู้นำเผด็จการอิรักผสมผสานกับสไตล์การแต่งร้านของเชนร้านอาหารดังกล่าว
ถ้อยคำเหน็บแนมดังกล่าวส่งผลให้ปธน.ทรัมป์ออกมาตอบโต้เพื่อปกป้องการบูรณะทำเนียบขาวระหว่างลงพื้นที่หาเสียงในรัฐโอไฮโอ โดยกล่าวโทษว่าทำเนียบขาวตกอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมตั้งแต่สมัยที่โอบามาเป็นผู้นำประเทศ
ผมคิดว่าทำเนียบขาวคือสัญลักษณ์อันดับ 1 ของประเทศ และเราจะปล่อยให้ทำเนียบขาวมีหน้าต่างแตก หรือมีกำแพงหินผุพังที่ไม่ได้ทาสีมานานถึง 30 ปีไม่ได้ ปธน.ทรัมป์กล่าว
ขณะเดียวกัน การปราศรัยของปธน.ทรัมป์ที่เมืองชิลลิโคธี ในแถบชนบทของรัฐโอไฮโอ ต้องเผชิญกับบรรยากาศตึงเครียด หลังขบวนรถของผู้นำสหรัฐฯ เคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนที่ยืนดักรอชูป้ายข้อความโจมตีอย่างดุเดือด ทั้งป้าย ชาวรีพับลิกันต้านทรัมป์ ป้าย ใช้บัตรเลือกตั้งสั่งสอน (Grab them by the ballot) ซึ่งเป็นการแปลงคำพูดฉาวเรื่องเพศในอดีตของทรัมป์มาเป็นการชวนกาบัตรขับไล่ รวมถึงป้ายที่นำชื่อย่อ จีโอพี ของพรรครีพับลิกันมาบิดคำประชดประชันว่าเป็น พรรคผู้พิทักษ์คนล่วงละเมิดเด็ก (GOP: Guardians of pedophiles)
บรรยากาศบนเวทีปราศรัยยังถูกป่วนซ้ำเมื่อมีผู้ประท้วงตะโกนแทรกขึ้นมาหลายครั้ง โดยมีอย่างน้อย 1 รายที่ตะโกนทวงถามถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างปธน.ทรัมป์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีนักการเงินผู้ล่วงลับซึ่งถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาชญากรรมทางเพศ ส่งผลให้ปธน.ทรัมป์ระเบิดอารมณ์สวนกลับผ่านไมโครโฟนทันทีว่า
ผมเฉดหัวเจฟฟรีย์ เอปสตีน พ้นจากมาร์-อา-ลาโกไปตั้งนานแล้ว!
ทางด้านอดีตปธน.โอบามาได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงที่เมืองมอร์โรว์ รัฐจอร์เจีย ชานนครแอตแลนตา โดยพุ่งเป้าโจมตีนโยบายของปธน.ทรัมป์ ทั้งมาตรการกำแพงภาษีและการนำพาประเทศเข้าสู่สงครามในอิหร่าน พร้อมชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มี ค่านิยมของความเป็นอเมริกัน เป็นเดิมพันสูงสุด
ทางเลือกที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้มีมิติทางศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่มีทางแก้ไขระบบที่บิดเบี้ยวได้ เราไม่มีทางแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้แต่พวกพ้องได้ ตราบใดที่เรายังมีวัฒนธรรมที่ยอมให้ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ วัฒนธรรมที่คนในตำแหน่งสูงสุดของประเทศมองว่าการโกหก การหลอกลวง และการรังแกคนอื่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และตราบใดที่เรายังคงมีค่านิยมที่มองว่าเงินตราคือสิ่งเดียวที่ใช้วัดคุณค่าความเป็นมนุษย์ โอบามากล่าว
รายงานระบุว่า แม้คะแนนนิยมของปธน.ทรัมป์จะร่วงลงจนเกือบแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากชาวอเมริกันไม่พอใจต่อภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงและภาวะสงครามในอิหร่าน แต่ทรัมป์ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดคะแนนเสียงและเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของพรรครีพับลิกัน โดยเขาได้ทุ่มเทเดินสายหาเสียงตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าพรรครีพับลิกันอาจสูญเสียการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ในทางตรงกันข้าม โอบามาซึ่งเก็บตัวเงียบมาโดยตลอด เพิ่งจะก้าวออกมาเดินสายกล่าวสุนทรพจน์โจมตีทรัมป์อย่างดุเดือดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภารกิจสำคัญในการเยือนรัฐจอร์เจียของเขาคือการช่วยหาเสียงให้กับจอน ออสซอฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ที่กำลังเผชิญศึกหนักจากการท้าชิงของไมค์ คอลลินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน
สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันอังคารหน้า (3 พ.ย.) แม้ทั้งทรัมป์และโอบามาจะไม่ได้มีชื่อลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรง แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินดุลอำนาจในกรุงวอชิงตัน โดยเป็นการขับเคี่ยวชิงเก้าอี้สส.ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และสว.อีก 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์อิสระประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีภาษีดีกว่าในการคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การแข่งขันชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภายังคงสูสีจนยากจะคาดเดาผล
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์