หากพูดถึงเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ คงหนีไม่พ้น การเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-Term Election) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. 2569 ซึ่งหากผลการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนขั้ว พรรคเดโมแครตกลับมาเป็นฝ่ายกุมเสียงข้างมาก ทิศทางต่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะ CLARITY ACT ที่ขณะนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาอยู่!!
*คริปโทสหรัฐฯ ลุ้นระทึก! เลือกตั้งกลางเทอม 3 พ.ย. นี้ เดโมแครตจ่อคุมสภา CLARITY Act เสี่ยงสะดุด
อีกไม่กี่วัน สหรัฐฯ ก็จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม และครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโทเลยก็เป็นได้ เพราะหากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทิศทางการกำกับดูแลคริปโทฯ อาจเปลี่ยนจากการผลักดันกฎหมาย ไปสู่การตรวจสอบอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นมากขึ้น!!
สำนักข่าว The Block รายงานว่า ตลาดคาดการณ์ Kalshi ให้น้ำหนักว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสชนะเสียงข้างมากในวุฒิสภา 64% และสภาผู้แทนราษฎรสูงถึง 90% ซึ่งถ้าผลออกมาเป็นแบบนี้ ก็อาจส่งผลโดยตรงต่อกฎหมายคริปโทฯ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ย้อนกลับไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สภาคองเกรสที่นำโดยพรรครีพับลิกันสามารถผลักดันกฎหมาย Stablecoin หรือ GENIUS Act ผ่านได้สำเร็จ ในขณะที่กฎหมาย CLARITY Act ซึ่งมีเป้าหมายวางโครงสร้างกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปตั้งแต่ปี 2025 แต่ยังติดอยู่ในวุฒิสภา
และหนึ่งในประเด็นที่ทำให้การเจรจาสะดุด คือข้อขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin ระหว่างภาคธนาคารกับอุตสาหกรรมคริปโทฯ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจคริปโท ฯ ของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่พรรคเดโมแครตหยิบยกขึ้นมาคัดค้าน
แล้วถ้าเดโมแครตชนะ จะเกิดอะไรขึ้น? ประเด็นสำคัญคือ ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภาอาจเปลี่ยนมือ ซึ่งคนเหล่านี้มีอำนาจกำหนดว่าจะหยิบกฎหมายฉบับไหนมาพิจารณา และจะตรวจสอบเรื่องใดเป็นพิเศษ
Ovd0kdouh Elizabeth Warren ก็มีโอกาสขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ซึ่ง Warren เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่เรียกร้องให้กำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด
เธอเคยระบุว่า พร้อมร่วมทำงานกับทั้งสองพรรคและอุตสาหกรรมคริปโทฯ เพื่อผลักดันกฎหมายที่ปกป้องเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ และลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายจาก Wintermute ประเมินว่า หาก Warren ได้ตำแหน่งนี้จริง อาจมีการใช้อำนาจตรวจสอบและเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการอนุมัติใบอนุญาตด้านธนาคารให้กับบริษัทคริปโทฯ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวประธานาธิบดี Donald Trump
ขณะเดียวกัน ฝั่งสภาผู้แทนราษฎรก็มีความไม่แน่นอนเช่นกันว่า ใครจะขึ้นมาดูแลคณะกรรมาธิการบริการทางการเงิน ถ้าหากเดโมแครตชนะเสียงข้างมาก
ที่น่าสนใจคือ วุฒิสมาชิกเดโมแครตอย่าง Angela Alsobrooks ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการเจรจา CLARITY Act ระบุว่า หากเดโมแครตคุมสภา CLARITY Act อาจต้องรอต่อไป หรืออาจถูกปรับลดขอบเขตลง เพื่อให้ทั้งสองพรรคหาจุดร่วมกันได้
แน่นอนนว่าสิ่งที่ตลาดคริปโทต้องจับตาหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ว่าพรรคไหนชนะ แต่ต้องดูว่าใครจะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ และจะเลือกเดินหน้าผลักดันกฎหมาย หรือหันมาเน้นตรวจสอบอุตสาหกรรมมากกว่ากัน เพราะต่อให้สหรัฐฯ มีกฎหมาย Stablecoin แล้ว แต่กฎหมายที่กำหนดกติกาของตลาดคริปโทในภาพรวมอย่าง CLARITY Act ก็ยังไม่ผ่าน ดังนั้น การเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาครั้งนี้ อาจทำให้อุตสาหกรรมคริปโทต้องรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบออกไปอีก
แต่ก็ต้องย้ำว่า ทั้งหมดนี้ยังเป็นการประเมินก่อนเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าเดโมแครตชนะแล้ว CLARITY Act จะถูกยกเลิกทันที อีกไม่กี่วันเราจะได้รู้กันว่าผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะพากฎหมายคริปโทเดินหน้าต่อ หรือทำให้ต้องกลับไปเริ่มเจรจากันใหม่อีกครั้ง
*Keystone เจาะระบบเว็บ! ทุบ Hardware Wallet ทิ้งเกือบ 19,000 เครื่อง หวั่นของปลอมผ่านระบบตรวจสอบ
ช่วงนี้ Hardware Wallet ดูเหมือนจะเจอมรสุมต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าว Ledger ถูกฝังอุปกรณ์สอดแนมเพื่อขโมย Seed Phrase ล่าสุดถึงคิว Keystone ผู้ผลิต Hardware Wallet ที่ประกาศจะทำลายกระเป๋าคริปโทเกือบ 19,000 เครื่อง หลังถูกแฮกเว็บไซต์จนข้อมูลสำคัญด้านความปลอดภัยรั่ว!!
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยแฮกเกอร์อาศัยช่องโหว่ในเครื่องมือตรวจสอบข้อมูล ของบริษัทภายนอก เจาะเข้าระบบเว็บไซต์ของ Keystone สิ่งที่รั่วไหล มีทั้งข้อมูลผู้ซื้อกว่า 25,964 รายการ ตั้งแต่ปี 20242026 ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เบอร์ติดต่อ ที่อยู่จัดส่ง และข้อมูลคำสั่งซื้อ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการสั่งซื้อที่ยังไม่ได้ชำระเงินอีก 12,873 รายการ ที่อาจได้รับผลกระทบด้วย
แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่แค่ข้อมูลลูกค้ารั่ว เพราะแฮกเกอร์ยังเข้าถึง กุญแจสำหรับตรวจสอบความเป็นของแท้ของอุปกรณ์ หรือ Authentication Key ซึ่งถูกฝังอยู่ใน Hardware Wallet ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต และไม่สามารถเปลี่ยนย้อนหลังได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ไม่หวังดีอาจนำกุญแจนี้ไปทำให้อุปกรณ์ปลอมผ่านระบบตรวจสอบว่าเป็นของแท้ได้ ทาง Keystone จึงตัดสินใจทำลาย Hardware Wallet ที่ยังไม่ได้จำหน่ายทั้งหมด 18,835 เครื่อง และระงับการจัดส่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงเลย
อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่า การแฮกครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ Seed Phrase, Private Key หรือข้อมูลสำหรับเข้าถึง Wallet ของลูกค้ารั่วไหล สำหรับคนที่ได้รับเครื่องก่อนวันที่ 20 ตุลาคม หากตรวจสอบแล้วผ่านระบบยืนยันของแท้ ก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่ถ้าได้รับเครื่องหลังวันดังกล่าว และเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กุญแจตรวจสอบชุดเดิม บริษัทแนะนำให้ตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนใช้งาน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Keystone ยอมรับว่า ระบบลบข้อมูลลูกค้าอัตโนมัติเกิดข้อผิดพลาดโดยบริษัทไม่รู้ตัว ทำให้ข้อมูลบางส่วนถูกเก็บไว้นานกว่านโยบาย 180 วัน ที่กำหนดไว้
หลังเกิดเหตุ บริษัทจึงเตรียมเปลี่ยนกุญแจตรวจสอบในอุปกรณ์รุ่นที่ผลิตใหม่ ปรับการขายผ่านเว็บไซต์เป็นระบบพรีออร์เดอร์ และลดระยะเวลาเก็บข้อมูลลูกค้าเหลือ 90 วัน และไม่ได้มีแค่ Keystone เท่านั้นที่ประสบปัญหา ทางด้าน Foundation ผู้ผลิต Hardware Wallet อีกราย ก็เพิ่งเปิดเผยเหตุข้อมูลรั่วไหลที่นำไปสู่ความพยายามส่งอีเมล phishing กว่า 23,000 ครั้ง โดยแอบอ้างเป็นอีเมลจากบริษัท แต่ Foundation ระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานว่าอุปกรณ์ Passport หรือ Private Key ถูกเจาะระบบ แต่อย่างใดค
บางที ความปลอดภัยของ Hardware Wallet อาจไม่ได้จบแค่การเก็บ Private Key แบบออฟไลน์ แต่ยังรวมถึงระบบตรวจสอบเครื่องแท้ ความปลอดภัยของเว็บไซต์ และการจัดการข้อมูลลูกค้าของผู้ผลิตด้วย
ที่สำคัญ Keystone ย้ำว่า ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรีบย้ายเหรียญเพียงเพราะเหตุการณ์นี้ และต้องระวังข้อความปลอมที่อ้างให้เรียกคืนอุปกรณ์หรือย้ายสินทรัพย์ เพราะบางครั้ง หลังเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล สิ่งที่อันตรายตามมา อาจไม่ใช่การแฮกครั้งแรก แต่เป็นมิจฉาชีพที่ใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาหลอกเราอีกทอดหนึ่ง
*Tokenized Stock เจอด่านหิน! JPMorganCoca-Cola ไม่ร่วมวง OKX
Wall Street กำลังผลักดันการซื้อขายหุ้นบนบล็อกเชน แต่ดูเหมือนว่าบริษัทเจ้าของหุ้นจะยังไม่พร้อม ล่าสุด JPMorgan, Coca-Cola และ Dell ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ ที่ออกมาคัดค้านการนำหุ้นของตัวเองไปซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Tokenized Stock ที่พัฒนาโดย OKX และ Intercontinental Exchange หรือ ICE ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยมีบริษัทคัดค้านแล้วทั้งหมด 33 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 26 แห่งก่อนหน้านี้ และถ้านับเฉพาะ 62 บริษัทที่อยู่ในรายชื่อเริ่มต้น มีถึง 30 บริษัท หรือเกือบ 48% ที่ไม่ต้องการเข้าร่วม
แล้วแพลตฟอร์มนี้มีแผนจะทำอะไร? โครงการนี้ชื่อว่า OKXICE มีแผนเปิดให้ซื้อขายหุ้นในรูปแบบ Tokenized Stock ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Automated Market Maker หรือ AMM บน Uniswap v4 โดยใช้บล็อกเชน XLayer ของ OKX และชำระธุรกรรมด้วย Stablecoin ตัวโครงการตั้งใจดำเนินการภายใต้กรอบ Innovation Exemption ของ SEC สหรัฐฯ ซึ่งเปิดให้แพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์ ทดลองซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนได้เป็นเวลา 5 ปี
แต่หากบริษัทไม่เห็นด้วย บริษัทเจ้าของหุ้นก็มีสิทธิคัดค้านภายใน 30 วัน หลังได้รับแจ้งว่าจะมีการนำหุ้นของตัวเองเข้าไปซื้อขาย ซึ่งหนึ่งในบริษัทที่ออกมาชี้แจงคือ JPMorgan
ทางธนาคาร JPMorgan ระบุว่า เขามองเห็นศักยภาพของ Tokenization แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าหุ้นของบริษัทจะถูกนำเสนอและซื้อขายในรูปแบบนี้อย่างไร จึงตัดสินใจ ยังไม่เข้าร่วมแพลตฟอร์ม OKXICE ในตอนนี้ แต่จะติดตามโอกาสในอนาคตต่อไป
ด้าน Andrew Cuomo ประธานร่วมของ OKXICE เคยยอมรับว่า หลายบริษัทอาจเลือกเฝ้าดูสถานการณ์ก่อน เพราะโครงการนี้ยังอยู่ในลักษณะของการทดลองตลาด
และนี่คือตัวอย่างการนำสินทรัพย์ในโลกการเงินดั้งเดิมมาอยู่บนบล็อกเชน ถึงเทคโนโลยีจะทำให้เรา สามารถซื้อขายหุ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง และชำระเงินผ่าน Stablecoin ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเจ้าของหุ้นจะยอมรับทันที โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของผู้ถือหุ้น การกำกับดูแล และรูปแบบการซื้อขาย ซึ่งยังต้องสร้างความเชื่อมั่นกันอีกมาก
ที่สำคัญ การที่ JPMorgan ไม่เข้าร่วมโครงการนี้ ไม่ได้แปลว่าธนาคารไม่สนับสนุน Tokenization เพราะธนาคารก็ยืนยันเองว่า ยังสนใจเทคโนโลยีนี้อยู่ ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ หลังช่วงเวลาคัดค้าน 30 วันสิ้นสุดลง จะเหลือบริษัทใดเข้าร่วม OKXICE บ้าง เพราะสุดท้ายแล้ว การนำหุ้นขึ้นบล็อกเชนจะเกิดขึ้นในวงกว้างได้ ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีรองรับ แต่ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทเจ้าของหุ้นด้วย
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต