ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงกว่า 300 จุด เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการของบริษัทรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และ Caterpillar นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เร่งตัวขึ้นในเดือนก.ย.
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,342.56 จุด ลดลง 132.54 จุด หรือ -0.25%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,720.39 จุด ลดลง 23.59 จุด หรือ -0.30%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,184.73 จุด ลดลง 365.13 จุด หรือ -1.38%
หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 6.6% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 0.9% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นมากที่สุดที่ 2.5% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 2.2%
บริษัท Alphabet เปิดเผยกำไรต่อหุ้นและรายได้ในไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าคาด พร้อมกับเปิดเผยกระแสเงินสดติดลบ 9.07 พันล้านดอลลาร์อันเนื่องมาจากการลงทุนจำนวนมากในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้คงตัวเลขการใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) ไว้ในช่วง 1.95 2.05 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้น Alphabet ปิดตลาดดิ่งลง 12.6% และฉุดกลุ่มบริการด้านการสื่อสารในดัชนี S&P500 ร่วงลงด้วย
บริษัท Caterpillar ผู้ผลิตเครื่องมือก่อสร้างรายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายได้และกำไรในไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ยอดขายของธุรกิจเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างออกมาต่ำกว่าคาด และได้คงเป้าหมายการเติบโตตลอดปีงบการเงิน 2569 ไว้ที่ระดับเดิม ส่งผลให้หุ้น Caterpillar ปิดตลาดร่วงลง 9.3% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลง 1.4% ส่งสัญญาณว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวกลับมาอ่อนแอลงอีกครั้งหลังจากที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 วันก่อนหน้านี้ เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจว่าบรรดาบริษัทผลิตชิป AI โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สิน จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนจำนวนมากใน AI หรือไม่
หุ้นบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่อย่าง Fortinet และ ServiceNow ต่างก็ดิ่งลงกว่า 20% หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง
หุ้น Marvell Technology ร่วงลง 13.2% หลังจากมีรายงานข่าวว่าบริษัทกำลังเจรจาซื้อกิจการ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ออปติกสำหรับศูนย์ข้อมูล ขณะที่หุ้นของ Lumentum ขยับขึ้น 0.6% ขานรับข่าวดังกล่าว
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอันเนื่องมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งนั้น รวมถึงหุ้น Eli Lilly พุ่งขึ้น 6.6% หลังบริษัทปรับเพิ่มแนวโน้มรายได้เนื่องจากสามารถทำยอดขายยาลดน้ำหนักได้ดีเกินคาด
หุ้น Merck ปรับตัวขึ้น 3.8% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีกว่าคาด โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของยอดขายยา Keytruda ซึ่งเป็นยารักษาโรคมะเร็ง และวัคซีน HPV Gardasil
หุ้น Ford พุ่งขึ้น 12.4% หลังบริษัทผลิตรถยนต์รายนี้เปิดเผยรายได้ในไตรมาส 3 ที่สูงกว่าคาด
ขณะเดียวกัน นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.4%
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าในเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.0%
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนของเฟดที่ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมเมื่อวันพุธ (28 ต.ค.) ว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และเฟดจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้คณะกรรมการเฟดสามารถกำหนดจุดยืนด้านนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดได้ภายในเวลาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2569 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 3.4% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง
โดย รัตนา พงศ์ทวิช