บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ [TFM] เปิดผลงาน 9 เดือนแรกปี 2569 รายได้จากการขายรวม 4,357 ล้านบาท ใกล้เคียงช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านกำไรสุทธิ 412 ล้านบาท ลดลง 24.9%YoY รับผลต้นทุนวัตถุดิบสูง ขณะที่ไตรมาส 3/69 ทำรายได้ 1,577 ล้านบาทลดลง 6.9% กำไรสุทธิ 104 ล้านบาท ลดลง 53.5% ชูปริมาณขายอาหารกุ้งในอินโดนีเซียฟื้นตัว พร้อมเดินหน้าต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลังได้รับอนุมัติในหลักการจาก BOI ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม คาดช่วยลดภาระภาษี เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM เปิดเผยถึง ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดในต่างประเทศและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว สนับสนุนให้บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 4,357 ล้านบาท ลดลง 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีกำไรสุทธิ 412 ล้านบาท ลดลง 24.9%YoY
โดยธุรกิจอาหารกุ้งในประเทศยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เติบโตทั้งยอดขายและปริมาณขายตามความต้องการที่ปรับตัวดีขึ้น หนุนยอดขายอาหารกุ้งรวมเพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจอาหารปลาได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อรายได้รวม แต่มองระยะยาวยังคงเป็นตลาดที่บริษัทมีความแข็งแกร่ง ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.5%ลดลงจากปีก่อนที่ 22.2% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 9.5% จากปีก่อนอยู่ที่ 12.5%
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/69 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,577 ล้านบาท ลดลง 6.9% จากผลประกอบการที่สูงในไตรมาส 3/68 โดยยอดขายในไตรมาสนี้ที่ลดลงสาเหตุจากยอดขายอาหารกุ้งและอาหารปลาที่ลดลง และมีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท ลดลง 53.5%YoY และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.6% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 15.3% จาก 17.7% ในไตรมาส 2/69 โดยมีสาเหตุจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 8.6% ในไตรมาส 3/69 จาก 8.4% ในไตรมาส 2/69 สาเหตุ หลักจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง TFME ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 35.4% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 104 ล้านบาท เนื่องจากการฟื้นตัวของยอดขายถูกชดเชยบางส่วนด้วยปัจจัยกดดันด้านอัตรากำไรและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่ ลดลงจากสิทธิประโยชน์ BOI เพิ่มเติมช่วยบรรเทาผลกระทบบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาหารกุ้งในอินโดนีเซียภายใต้ PT Thai Union Kharisma Lestari (TUKL) มีปริมาณขายฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น การให้บริการทางวิชาการแก่ลูกค้า และสถานะทางการเงินของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนตลาดอาหารกุ้งในประเทศ ลูกค้ารายใหญ่ชะลอการลงลูกกุ้งตามภาวะตลาด ส่งผลต่อปริมาณขายอาหารกุ้งในประเทศ ประกอบกับ ปริมาณขายอาหารปลาที่ลดลง และในไตรมาส 3/68 มีฐานยอดขายสูงจากความต้องการอาหารกุ้งและอาหารปลาตามฤดูกาลที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี TFM ยังเดินหน้าขยายโอกาสไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในเอกวาดอร์ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยได้รับอนุมัติในหลักการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับโครงการพัฒนาอาหารปลาและอาหารกุ้ง สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมการยกเลิกเพดานวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับโครงการที่เข้าเกณฑ์ ทำให้บริษัทสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ภายในระยะเวลาที่ได้รับยกเว้น อีกทั้ง ยังขยายระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีอีก 1 ปี โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลในอนาคต และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน พร้อมสนับสนุนการลงทุนด้านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
TFM มุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศไทยสู่การขยายบทบาทในตลาดโลก ผ่านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงและสร้างคุณค่าให้เกษตรกร ควบคู่กับการขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำชั้นนำที่ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน นายพีระศักดิ์ กล่าว