ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 70 ซึ่งแม้ กนง.จะปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.4% จากเดิม 2.3% แต่อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพ และผลดียังกระจุกตัว สอดคล้องกับมุมมองของ Krungthai COMPASS ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจขยายตัวแบบ K-Shape โดยผลดีจาก AI Cycle จำกัดอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และปัจจุบันยัง Capture Value ได้น้อย จากการพึ่งพา Import Content สูง ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และ SMEs เผชิญอุปสรรคต่อการปรับตัว และการแข่งขันรุนแรง จำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อ และการบริโภคภาคเอกชน
คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 70 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและฟื้นตัวแบบ K-Shape บทวิเคราะห์ ระบุ
Krungthai COMPASS ระบุว่า ต้องติดตามความเสี่ยง 2 ประเด็น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทย ต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาท ซึ่งอ่อนค่าในช่วงที่ตลาดเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวน
1. การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อ 16 ก.ย. 69 และตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯ และไทย ณ สิ้นปี 69 กว้างขึ้นเป็น 317 bps ซึ่งกว้างที่สุดในภูมิภาค และในช่วงที่ตลาดเพิ่มคาดการณ์ ดอกเบี้ย Fed (16-28 ก.ย. 69) เงินบาทอ่อนค่า 0.7% มากเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเยน
ทั้งนี้ ในช่วงตลาดลดคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ลง (14-26 ต.ค. 69) และส่วนต่าง ณ สิ้นปีแคบลงมาอยู่ที่ 306 bps แต่เงินบาทยังอ่อนค่าในระดับ 0.7% ซึ่งอ่อนค่าสูงเทียบประเทศในเอเชีย
2. ด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงปลายเดือน ก.ย. ซึ่งตลาดปรับคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed สูงสุด นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรและหุ้น รวม 2.7 หมื่นล้านบาทภายใน 3 วันทำการ (25-29 ก.ย. 69) ส่วนในช่วงที่ตลาดลดคาดการณ์ลง (15-26 ต.ค. 69) ต่างชาติกลับมาซื้อพันธบัตรสุทธิรวม 1.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนความเสี่ยงต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความผันผวน อันส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
ความไม่แน่นอนของค่าเงินบาทที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว จะกดดันการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราระหว่างประเทศ รวมทั้งเสถียรภาพด้านต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ผันผวนในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป บทวิเคราะห์ ระบุ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์