HILITE: PTTEP ลบ 3.64% รับแรงเทขายหนัก หลังงบ Q3 ดิ่งกว่าคาดรับพิษตั้งด้อยค่า Block K มาเลยเซีย โบรกมองกำไรปกติยังแกร่งเชื่อ Q4 ฟื้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday November 2, 2026 15:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ราคาหุ้น PTTEP ลบ 3.64% มาอยู่ที่ 159.00 บาท หรือลดลง 6.00 บาท เมื่อเวลา 15.37 น.ด้วยมูลค่าซื้อขายหนาแน่นกว่า 3.36 พันล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 163.50 บาท และลงมาต่ำสุดที่ 159.00 บาท

บล.ทิสโก้ ระบุว่า บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 14.7 พันล้านบาท (443 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลง 46% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 16% YoY กำไรต่ำกว่าประมาณการของเรา 17% และต่ำกว่า Bloomberg consensus 23% โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่ไม่คาดคิดจำนวน 6.4 พันล้านบาท (200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากโครงการ Malaysia Block K

การด้อยค่าดังกล่าวสะท้อนประมาณการค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและการสูญเสียปริมาณการผลิตจนถึงช่วงต้นปี 2027F หลังจากมีการระงับการผลิตชั่วคราวระหว่างดำเนินโครงการฟื้นฟูเรือผลิต กักเก็บ และขนถ่ายปิโตรเลียมกลางทะเล (FPSO) Kikeh

หากไม่รวมรายการดังกล่าวและรายการอื่นที่ไม่ใช่กำไรหลัก ซึ่งประกอบด้วยผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน 2.7 พันล้านบาท และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) จำนวนเล็กน้อย กำไรหลักจะอยู่ที่ 23.9 พันล้านบาท (728 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงเพียง 2% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 97% YoY และสูงกว่าประมาณการของเรา เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าคาด กำไรในช่วง 9M26 คิดเป็น 71% ของประมาณการทั้งปี 69 ของเรา

ปัจจัยบวกที่สำคัญคือ ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 5% QoQ มาอยู่ที่ 28.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 29.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE โดยมีสาเหตุหลักจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (DD&A) รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสำรวจที่ลดลง ซึ่งช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่า ปริมาณขายลดลง 9% QoQ มาอยู่ที่ 521 KBOED เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ สะท้อนการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในอ่าวไทย และการส่งออกน้ำมันดิบที่ลดลงจากแหล่งผลิตในมาเลเซียและแอลจีเรีย โดยได้รับการชดเชยบางส่วนจากการรับรู้ย้อนหลังของสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ฉบับใหม่ และสัญญาซื้อขายก๊าซสำหรับ MTJDA A18 ราคาขายเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted ASP) ลดลง 3% QoQ มาอยู่ที่ 51.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE ใกล้เคียงกับประมาณการของเราที่ 51.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE เนื่องจากราคาของเหลวปิโตรเลียมที่ลดลงมีผลกระทบมากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซ ซึ่งอยู่ที่ 6.39 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBTU

เราคาดว่ากำไรหลักจะฟื้นตัว QoQ ใน 4Q26F โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นทั้งด้านราคาและปริมาณขาย ราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น QoQ ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซของ PTTEP จะได้รับประโยชน์จากการปรับราคาขึ้นตามรอบระยะเวลาสำหรับโครงการในอ่าวไทย ปริมาณขายคาดว่าจะฟื้นตัวเช่นกัน หลังเสร็จสิ้นการหยุดซ่อมบำรุงในอ่าวไทย และการส่งออกน้ำมันดิบจากโอมานและแอลจีเรียที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ผู้บริหารได้ปรับลดเป้าหมายปริมาณขายปี 69 ลงเหลือ 550 KBOED จากเดิม 560 KBOED เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการหยุดชะงักของการดำเนินงานที่ Malaysia Block K อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกำไรสุทธิที่รายงาน PTTEP อาจมีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติมจากปริมาณน้ำมันที่ยังมีสถานะป้องกันความเสี่ยงอยู่ 7 ล้านบาร์เรล หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ดังนั้น คงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ PTTEP โดยมีมูลค่าที่เหมาะสมที่คำนวณด้วยวิธี DCF ที่ 174.00 บาท ความเสี่ยงด้าน downside ที่สำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าคาด การด้อยค่าของสินทรัพย์เพิ่มเติม ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และความล้มเหลวของกิจกรรมการสำรวจปิโตรเลียม

เช่นเดียวกับที่ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า PTTEP กำไรสุทธิ 14,709 ล้านบาท (-45.9% qoq) ในไตรมาส 3/69 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ฯและ Bloomberg consensus 20% มีสาเหตุหลักจากการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าค่าความนิยมจำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากโครงการ Sabah Block K ในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเรือผลิตและกักเก็บปิโตรเลียม (FPSO) ในแหล่ง Kikeh หยุดดำเนินงานนานกว่าคาด จึงส่งผลให้มีการผลิตน้ำมันต่ำกว่าคาด ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเงินลงทุนสูงกว่าคาด

โดย PTTEP เผยว่าโครงการ Sabah Block K ยังมีค่าความนิยมเหลืออีก 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาส 1/70

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษและขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (hedging loss) จำนวน 83 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทจะมีกำไรปกติทรงตัว qoq ที่ 24,273 ล้านบาทในไตรมาส 3/69 ซึ่งสูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ฯ 17% จากปริมาณขายที่ดีกว่าคาดและต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าคาด ส่วนกำไรสุทธิในงวด 9 เดือนปี 69 คิดเป็น 72%/67% ของประมาณการทั้งปีของฝ่ายวิเคราะห์ฯ/Bloomberg consensus

ทั้งนี้ ปริมาณขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 3/69 ลดลง 9.0% qoq เป็น 521 kboe ซึ่งเป็นผลมาจากการหยุดซ่อมบำรุงของโครงการ SK 408 ในมาเลเซีย ความต้องการก๊าซจากอ่าวไทยที่ลดลงเป็นผลจากการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซ และปริมาณขายน้ำมันจากแหล่ง Tuat ในแอลจีเรียลดลงจากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 5.3% qoq มาอยู่ที่ 28.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการสำรวจปิโตรเลียมลดลง เช่นเดียวกับค่าเสื่อมราคาหลังมีการแก้ไขสัญญาของแหล่ง A-18 (รับรู้เป็นปริมาณสำรองที่เพิ่มขึ้น)

ขณะที่ PTTEP มีราคาขายเฉลี่ยลดลง 2.6% qoq เป็น 51.5 เหรียญสหรัฐ/boe เนื่องจากราคาขายปิโตรเลียมเหลว (น้ำมันดิบและคอนเดนเสท) ลดลง 9.3% qoq มาอยู่ที่ 90.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาขายก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 เหรียญสหรัฐ/mmbtu (+7.2% qoq) จากการปรับเงื่อนไขในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ของโครงการ MTJDA A18-01 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้ทั้งปริมาณปิโตรเลียมส่วนที่เป็นสิทธิของบริษัท (net sales entitlement) และราคาขายก๊าซเพิ่มขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงแนะนำ ซื้อ PTTEP ที่ราคาเป้าหมายเดิม 175 บาท สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัท โดยมีอัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสดอิสระ (FCF yield) อยู่ที่ 16% ในปี 69 นอกจากนี้ PTTEP ยังมีงบดุลแข็งแกร่งและน่าจะยังมีสถานะเป็นเงินสดสุทธิในปี 69-71

นอกจากนี้ คาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัว qoq ในไตรมาส 4/69 เนื่องจากจะไม่มีขาดทุนจากการด้อยค่าเหมือนไตรมาส 3/69 และปริมาณขายน่าจะเพิ่มขึ้น (เมื่อแหล่งก๊าซในอ่าวไทยกลับมาเดินเครื่องหลังการซ่อมบำรุงและแหล่งน้ำมันในแอลจีเรียมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล) ขณะที่ราคาก๊าซน่าจะทรงตัวสูงที่ 6.1-6.2 เหรียญสหรัฐ/mmbtu โดยปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนคือปริมาณขายปิโตรเลียมที่สูงกว่าคาด ส่วน downside risk จะมาจากต้นทุนต่อหน่วยที่สูงกว่าคาด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ