TU มั่นใจ Q4/69 ทะยานทำ Record High สินค้า Ambient หนุนรายได้ทั้งปีแตะ 1.4 แสนล้าน ทุ่ม 800 ล้านรวมโรงงานคุมต้นทุน ปลดล็อกเพดานปันผล 60%

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday November 3, 2026 17:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป [TU] กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/69 คาดว่าจะทำ Record High จากกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแปรรูป (Ambient) สร้างยอดขายได้ดีมากต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นมากในปีนี้ แม้ว่ากลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) จะชะลอตัวตามฤดูกาลบ้าง แต่การที่มีกลุ่ม Ambient ที่สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น จะเป็นปัจจัยที่หนุนผลการดำเนินงานในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปี 70 บริษัทได้เริ่มทำแผนงานไปบ้างแล้ว โดยยังคงตั้งเป้ารายได้เติบโตในระดับ Mid single digit หรือเติบโต 4-6% ในระดับเดียวกับปี 69 ที่คาดว่าจะทำรายได้แตะ 1.4 แสนล้านบาท ประกอบกับ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อทำให้การเงินภายในบริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้นท่ามกลางภาวะความผันผวนของปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิต

สำหรับการควบคุมต้นทุนการผลิตนั้นบริษัทมีแผนควบรวม 2 โรงงานใน จ.สมุทรสาคร ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 3 ปี (ปี 69-71) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขั้นสูงสุด โดยจะนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนแรงงานและข้อจำกัดด้านเอกสาร เบื้องต้นคาดใช้งบลงทุนราว 600-800 ล้านบาทเพื่อลดต้นทุนและคาดจะคุ้มทุนภายใน 3 ปี โดยที่ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นฐานหลักในการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของปริมาณผลิตทั้งหมด

ขณะเดียวกันยังมีการลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร (SG&A) ตั้งเป้าปรับลดลง 0.5% ต่อปี จากปัจจุบันอยู่อที่ระดับ 14.5% เพื่อให้ลงไปสู่ระดับที่เหมาะสมที่สุดที่ระดับ 13% ทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น และเข้ามาช่วยในส่วนของการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น รวมไปถึงการผลักดันสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัทที่ให้มาร์จิ้นสูงมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ที่ 52% และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 55% ในช่วง 2 ปี แต่ยังคงทำควบคู่ไปกับการให้บริการ OEM กับลูกค้าอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีส่ดส่วนรายได่ 48% ซึ่งบริษัทยังคงต้องรักษาการให้บริการ OEM ไว้ เพราะเป็นธุรกิจแรกที่บริษัทเริ่มทำมาตั้งแต่ต้น โดยที่อัตรากำไรขั้นต้นบริษัทจะรักษาไว้ไม่ให่ต่ำกว่า 20%

ส่วนเป้าหมายการเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ให้กลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7-8% ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนว่าสินทรัพย์ของบริษัททำกำไรได้ดีและสุขภาพทางการเงินเริ่มเข้มแข็งขึ้น จากปัจจุบันที่ ROA ของบริษัทอยู่ที่ราว 5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมที่ 5-8% โดยการลงทุนใหม่ๆของบริษัทจากนี้จะเน้นไปที่การลงทุนที่มีระยะเวลาคืนทุนภายใน 3 ปี เป็นลำดับแรก หากการางทุนใหม่ๆมีระยะการคืนทุนที่เกินกว่า 3 ปี จะขอเลื่อนการพิจารณาเข้าางทุนไปก่อน และทุกแผนการลงทุนใหม่จะต้องมี Exit Plan หากการลงทุนไม่ประแบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้งบลงทุนของบริษัทลดลงเหลือ 4-4.5พันล้านบาท จากเดิมที่ 5-5.5 พันล้านบาท โดยปีนี้มีเพียงการลงทุนใหม่ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ 1 ดีล ของ ITC คือ การเข้าซื้อเฟลป์ส เพื่อเติมเต็มกลุ่มสินค้า Pet Treat & Snack

นอกจากนี้บริษัทเตรียมเสนอขออนุมัติยกเลิกข้อกำหนดเพดานการจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิ ในการปรับโครงสร้างทางการเงินและการรีไฟแนนซ์ของหุ้นกู้รอบถัดไป เพื่อสร้างความสมดุลในการบริหารเงินสด และเปิดโอกาสให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงกว่า 60% หากผลการดำเนินงาน การบริหารต้นทุน และกระแสเงินสดบรรลุตามเป้าหมาย

โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการยกเลิกเฉพาะ เพดานสูงสุด เท่านั้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเข้าเจรจาและสร้างความเข้าใจกับผู้ถือหุ้น นักลงทุนรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นกู้ โดยเชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่จะได้รับการอนุมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนทางการเงินและสร้างผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว แต่บริษัทยังคงรักษานโยบายจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเช่นเดิม

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ