ดาวโจนส์พุ่งกว่า 1,000 จุด คลายกังวลการเมือง หลังทรัมป์พร้อมจับมือเดโมแครต

ข่าวต่างประเทศ Wednesday November 4, 2026 22:09 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในวันนี้ ขานรับชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยขจัดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นวอลล์สตรีท

ณ เวลา 21.33 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 1,040.43 จุด หรือ 2.01% สู่ระดับ 52,827.15 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 [SP500.X] และดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] บวก 1.14% และ 1.11% ตามลำดับ

พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยล่าสุด ณ เวลา 21.33 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า พรรคเดโมแครตได้ที่นั่ง 54 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่งในวุฒิสภา ขณะที่พรรครีพับลิกันได้เพียง 44 ที่นั่ง ส่วนในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตได้ 228 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันได้เพียง 139 ที่นั่ง

ปธน.ทรัมป์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า เขาเต็มใจอย่างยิ่งที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และกล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ว่า เขาและพรรครีพับลิกันจะทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต

ผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต และเราจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ปธน.ทรัมป์กล่าว

เจย์ วูดส์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นเป็นผลมาจากท่าทีประนีประนอมของปธน.ทรัมป์ต่อผลการเลือกตั้ง พร้อมเสริมว่า แม้ยังมีความไม่แน่นอนอีกมากรออยู่ข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ จะเกิดภาวะที่รัฐบาลและสภาคองเกรสไม่สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในอดีต สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้น

ทั้งนี้ สถิติบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักปรับตัวได้ดีในกรณีที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแบ่งกันคุมทำเนียบขาวและสภาคองเกรส

จากการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 ครั้ง ซึ่งไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จควบทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส พบว่า ดัชนี S&P 500 สามารถพุ่งขึ้นเฉลี่ย 15% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง โดยผลตอบแทนเป็นบวกถึง 14 ครั้งจากทั้งหมด 15 ครั้ง

ส่วนในสถานการณ์ที่พรรคการเมืองเดียวสามารถควบคุมอำนาจทั้งหมดในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส พบว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 11.5% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง

นายแอนดรูว์ สลิมมอน จากบริษัทมอร์แกน สแตนลีย์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับภาวะชะงักงันทางการเมือง แต่เขาเสริมว่า ตลาดชื่นชอบภาวะดังกล่าว เพราะตลาดไม่ชอบสถานการณ์ที่พรรคการเมืองใดมีอำนาจมากเกินไป

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของสำนักข่าว CNBC นายสลิมมอนกล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งทำให้เกิดแรงผลักดันมากขึ้นในการหาทางยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงได้

เรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง นายสลิมมอนกล่าว

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นกลุ่มที่พุ่งขึ้นนำตลาด โดยหุ้น Walmart ทะยานขึ้น 2% ส่วน Bank of America ดีดตัวขึ้น 1.9% ขณะที่นักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นกลุ่มอื่น แทนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

นอกจากนี้ หุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายของพรรคเดโมแครต หรือจากการยุติมาตรการที่เข้มงวดของปธน.ทรัมป์ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน

หุ้นบริษัทประกันสุขภาพและผู้ประกอบการโรงพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นบริษัทที่ลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาจกดดันต่อหุ้นบางกลุ่มในตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ นักลงทุนกังวลว่า ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตอาจนำไปสู่การออกมาตรการควบคุมและข้อจำกัดเพิ่มเติมต่อศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ทั่วประเทศ

หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับ AI หรือ Neocloud เช่น CoreWeave และ Nebius ร่วงลงในวันนี้

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มบริษัทประกันสุขภาพและพลังงานหมุนเวียน ดีดตัวขึ้น ขณะที่กลุ่มผลิตอาวุธปรับตัวลง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนมองว่าชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดเช่นกัน เนื่องจากมีแนวโน้มทำให้มาตรการที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ เช่น การลดหย่อนภาษี เกิดขึ้นได้ยาก และอาจนำไปสู่การตรวจสอบอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ธุรกิจธนาคาร อย่างเข้มงวดมากขึ้น

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ