บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 508,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 66,683 ล้านบาท เพิ่มมากกว่า 100% และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 28,232 ล้านบาท จาก 663 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 19.24 บาท พร้อมรับรู้ผลจาก SAF, Bangchak Hong Kong และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท สะท้อนผลของการบูรณาการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP เปิดเผยว่า ตลอดช่วง 9 เดือนของปี 69 กลุ่ม BCP เดินหน้าต่อยอดการบูรณาการผ่านกลุ่มธุรกิจหลักตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันในระดับภูมิภาค
โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำลังการผลิตเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ประกอบกับ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Crack Spread) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ธุรกิจการตลาดในประเทศมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากค่าการตลาดสุทธิที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังรับรู้ผลการดำเนินงานจากหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 1,957 ล้านบาท และรับรู้ EBITDA จำนวน 656 ล้านบาท จาก Bangchak Hong Kong Limited (BHK) และ Synergy รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ด้านกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับปัจจัยหนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงราคาขายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดพลังงานโลก
สำหรับไตรมาส 3/69 กลุ่ม BCP มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 182,296 ล้านบาท (-1%QoQ, +48%YoY) มี EBITDA 22,920 ล้านบาท (-12% QoQ, >100% YoY) และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 9,849 ล้านบาท (-20% QoQ, >100% YoY) คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 6.73 บาท
โดย EBITDA ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักจากการชะลอการกลั่นตามแผน (Slowdown) ของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชาเป็นเวลา 28 วัน เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยกลั่น อีกทั้งได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging)
ผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจในงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 415,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และมี EBITDA 43,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 โดยมีผลการดำเนินงานสำคัญดังนี้
- ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 444,794 ล้านบาท และ EBITDA 35,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นพื้นฐานภายหลังปรับผลกระทบจากมาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งเพิ่มขึ้นเป็น 271,600 บาร์เรลต่อวัน และรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันรวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 7,776 ล้านบาท แม้มีผลขาดทุนจาก Oil Hedging 15,242 ล้านบาท นอกจากนี้ หน่วยผลิต SAF สร้าง EBITDA 1,957 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 6,700 บาร์เรลต่อวัน และยอดจำหน่าย 92.8 ล้านลิตร นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569
- ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 354,652 ล้านบาท และ EBITDA 6,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 โดยค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.92 บาทต่อลิตร จากกำไรสต็อกน้ำมันเป็นหลัก หากไม่รวมผลดังกล่าว ค่าการตลาดโดยรวมทรงตัว ขณะที่เริ่มรับรู้ EBITDA จาก Bangchak Hong Kong (BHK) 656 ล้านบาทในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการในประเทศ 2,194 แห่ง และส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 28.6 พร้อมขยายผลิตภัณฑ์พรีเมียม น้ำมันดีเซล B20 และธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง
- ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 18,560 ล้านบาท และ EBITDA 2,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการผสม B7 และการส่งเสริมการใช้ B20 รวมถึงยอดจำหน่ายและราคาขายเอทานอลที่สูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ
- กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มีรายได้ 313,761 ล้านบาท และ EBITDA 1,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากปริมาณซื้อขายภายในกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกำลังการกลั่นและการจำหน่าย SAF รวมถึงธุรกิจขนส่งทางเรือที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้เรือและค่าระวางที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนกำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 29,009 ล้านบาท และ EBITDA 17,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 ตามภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก ขณะที่ OKEA ปรับประมาณการผลิตปี 2569 ขึ้นเป็น 31,000 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยคาดว่าแหล่ง Bestla จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 เร็วกว่ากำหนดเดิม
- กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีรายได้ 3,022 ล้านบาท และ EBITDA 4,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2,502 ล้านบาท จากค่าความพร้อมจ่ายที่สูงขึ้น และจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป. ลาว 297 ล้านบาท ภายหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคม 2568 ส่วนธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาตามสัญญาและการให้บริการหน่วยผลิต SAF
สำหรับฐานะทางการเงิน กลุ่ม BCP มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 26,922 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 376,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77,233 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ 31 ธันวาคม 2568 มีหนี้สินรวม 269,648 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 54,984 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นรวม 106,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,250 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ 86,088 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 0.91 เท่า