นายทศพล อภัยทาน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยบทวิจัย เงินเฟ้อไม่เท่ากัน: ทำไมคนรายได้น้อยมักจ่ายแพงกว่า โดยระบุว่า เงินเฟ้อทางการของประเทศไทยโดยรวม จะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น อยู่ในระดับประมาณ 3% หรือเคยพุ่งสูงราว 6% ในช่วงวิกฤตพลังงานรัสเซีย-ยูเครน แต่ในความเป็นจริง ประชาชนแต่ละกลุ่มรายได้กลับเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่ไม่เท่ากัน
โดยจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่าปัญหาราคาสินค้าและค่าครองชีพ ยังครองอันดับ 1 ที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาเร่งช่วยเหลือมากที่สุด
สำหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของข้อมูลมหภาคแบบเดิม โดยนำข้อมูลราคาออนไลน์จากซูเปอร์มาร์เก็ต (Online Supermarket Data) ที่มีความถี่และความละเอียดสูง มาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสินค้าเกรดทั่วไป (ซึ่งเป็นสินค้าหลักของผู้มีรายได้น้อย) และสินค้าเกรดพรีเมียม (ของผู้มีรายได้สูง) เพื่อถอดรหัสกลไกความเหลื่อมล้ำของค่าครองชีพ
ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยใช้ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นฐานในการคำนวณแบบจำลอง ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มที่อยู่ในลำดับรายได้ 060% แรกจากการสำรวจ SES ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ต้องแบกรับภาระเงินเฟ้อเพิ่มเติมรวมกันถึง 2.60% เมื่อเทียบกับครัวเรือนผู้มีรายได้สูง โดยเกิดจากภาระที่ซ้อนทับกัน 4 ชั้น
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ด้าน เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ นำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยในด้านที่ 1 การพัฒนาระบบการวัดและข้อมูล แม้ CPI ทางการ จะทำหน้าที่ได้ดีในระดับมหภาค แต่ควรนำข้อมูลที่มีความถี่และความละเอียดสูง เช่น ข้อมูลราคาออนไลน์ และข้อมูลสแกนบาร์โค้ดหน้าร้าน (Scanner Data) มาใช้ติดตามเงินเฟ้อของกลุ่มย่อย เพื่อให้เห็นภาวะที่แท้จริงของประชาชน
ด้านที่ 2 มาตรการช่วยเหลือภาครัฐแบบเจาะจงเป้าหมาย หลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนราคาแบบหว่านถ้วนหน้า เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมันกว้างๆ ซึ่งใช้เงินงบประมาณมหาศาล แต่เงินตกไปสู่คนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้มีรายได้สูง ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น ไม่แคปวงเงินใช้จ่ายรายวันตึงเกินไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสะสมเงินซื้อสินค้าแพ็คใหญ่ประหยัดได้
ด้านที่ 3 การกำกับดูแลราคาและการแสดงราคาต่อหน่วย ภาครัฐควรออกระเบียบให้มีการแสดงราคาต่อหน่วย (Unit Price) เช่น ราคาต่อกิโลกรัม ต่อลิตร หรือต่อมิลลิลิตร บนป้ายสินค้าให้ชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ พร้อมทั้งพิจารณามาตรการบังคับให้ผู้ผลิตแจ้งเตือนผู้บริโภคเมื่อมีการปรับลดขนาดสินค้า (Shrinkflation Warning)
ด้านที่ 4 การแบ่งบทบาทนโยบายการเงินและการคลัง นโยบายการเงินของ ธปท. มีหน้าที่ดูแลเงินเฟ้อรวมระดับมหาภาค แต่ผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักถึงภาระเงินเฟ้อที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มรายได้ ขณะที่นโยบายการคลัง ถือเป็นเครื่องมือหลักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาการกระจายรายได้และดูแลกลุ่มเปราะบาง
น.ส.ธนาพร ศรีคล้าย เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาระซ้อนทับ 4 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 โครงสร้างการบริโภคที่เน้นหนักในหมวดอาหาร +0.65% จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) พบว่า ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมีสัดส่วนรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดไปกับหมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยสถิติย้อนหลัง 20 ปี ชี้ชัดว่า ราคาอาหารสด และอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราที่รวดเร็วกว่าสินค้าหมวดอื่น ด้านสินค้าหมวดของใช้คงทน เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งผู้มีรายได้สูงมีสัดส่วนการซื้อมากกว่า กลับมีแนวโน้มราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้นช้าลง ส่งผลให้โครงสร้างการบริโภคของคนจ นสร้างภาระเงินเฟ้อพื้นฐานสูงกว่าคนรวยทันที +0.65%
ขณะที่ชั้นที่ 2 ปรากฏการณ์ Cheapflation สินค้าราคาถูกปรับขึ้นราคาแรง และบ่อยกว่า +0.67% โดยในช่วงเกิดวิกฤตช็อก เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 หรือปรากฏการณ์เอลนีโญกระทบราคาข้าว ปี 2023-2024 คณะวิจัยพบว่า สินค้าเกรดทั่วไป ราคาถูก ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงกว่าสินค้าพรีเมียมถึง 2.0%
อย่างไรก็ตาม สินค้าราคาถูกมักจะมีอัตรากำไร (Profit Margin) ที่บางมาก เมื่อต้นทุนพลังงานหรือวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงไม่สามารถดูดซับต้นทุนไว้ได้ และจำเป็นต้องส่งผ่านราคามายังผู้บริโภคทันที สวนทางกับสินค้าพรีเมียม ที่มี Margin หนาและรับแรงช็อกได้ดีกว่า โดยเทคนิคผู้ผลิตมักเลือกใช้วิธีปรับลดโปรโมชั่น เช่น ลดจำนวนวันจัดโปร หรือลดส่วนลด แทนการปรับขึ้นราคาป้ายตรงๆ เนื่องจากผู้บริโภคมีความไวต่อราคาป้ายสูง แต่สังเกตเห็นการลดโปรโมชั่นได้ยากกว่า ซึ่งก่อให้เกิดภาระเพิ่มอีก +0.67%
ส่วนชั้นที่ 3 ปรากฏการณ์ Shrinkflation การแอบลดขนาดซ่อนเร้น +0.14% โดยผู้ผลิตใช้เทคนิคปรับราคาโดยไม่เปลี่ยนป้ายราคา แต่ใช้วิธีลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ลง เช่น ลดขนาดแชมพูจาก 500 มล. เหลือ 400 มล. แต่ขายในราคา 120 บาทเท่าเดิม ซึ่งปรากฏการณ์ Shrinkflation เกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงต้นปี 2023 และที่สำคัญคือ พบบ่อยในกลุ่มสินค้าราคาถูกมากกว่าสินค้าพรีเมียมถึง 2.5 เท่า หรือพบเกือบ 10 ชิ้นในทุก ๆ 100 ชิ้นของสินค้าราคาถูก เทียบกับเพียง 4 ชิ้นในสินค้าพรีเมียม ส่วนกลุ่มสินค้าที่พบบ่อย คือ แชมพู, โลชั่น, ผงซักฟอก, น้ำยาล้างจาน, และนมผง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพิ่มภาระเงินเฟ้อซ่อนเร้นอีก +0.14%
สำหรับชั้นที่ 4 ข้อจำกัดในการปรับตัว เสียโอกาสจากการซื้อแพ็คประหยัด +1.31% โดยทางเลือกในการรับมือเงินเฟ้อที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การซื้อสินค้าขนาดแพ็คใหญ่ (Bulk Purchase) ซึ่งผลศึกษาวิจัยระบุว่า ทุก ๆ การซื้อขนาดที่ใหญ่ขึ้น 2 เท่า จะช่วยประหยัดราคาต่อหน่วยได้สูงถึง 10% ซึ่งความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมีภาระค่าใช้จ่ายสูงถึง 90% ของรายได้ เหลือเงินออมเพียง 10% ทำให้ผู้มีรายได้น้อยขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อแพ็คใหญ่ และขาดพื้นที่จัดเก็บสินค้าในบ้าน ส่งผลให้ต้องสูญเสียโอกาสในการประหยัด และแบกรับภาระเพิ่มขึ้นอีกถึง +1.31%
โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์