นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเงินและภาคธุรกิจไทยกำลังตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการเงินสกปรกผิดกฎหมาย ที่เข้ามาใช้เป็นแหล่งฟอกเงินจำนวนมาก จนประเทศไทยถูกจับตาในฐานะสวรรค์ของการฟอกเงิน และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก
ทั้งนี้ จุดอ่อนส่วนหนึ่งเกิดจากระบบ กลไกและกฎหมายยังไม่เท่าทันต่อนวัตกรรมการทำธุรกรรมของกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ และเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ และ การทุจริตคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจ รวมถึงเทคโนโลยีทางการเงิน การเงินดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี ทำให้ธุรกรรมผิดกฎหมายและฟอกเงินหลบเลี่ยงการกำกับควบคุมตรวจจับไปได้
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ระบุว่า เตรียมเสนอเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและหยุดยั้งขบวนการฟอกเงินอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 6 มาตรการหลัก ได้แก่:
1.ผลักดันจัดตั้ง Data Bureau เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลทางการเงินของทุกภาคส่วน พร้อมอุดช่องโหว่การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
2.กวาดล้างกลุ่มนอมินีและบัญชีม้า ทั้งในส่วนของบุคคลและนิติบุคคล เพื่อตัดวงจรการโอนเงินผิดกฎหมาย
3.จัดทำระบบตรวจสอบรายชื่อกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
4.ยกระดับการตรวจสอบกลุ่มเฉพาะ ที่เคยได้รับการยกเว้น อาทิ วัด มูลนิธิ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบนำเข้าสินค้า
5.เพิ่มประสิทธิภาพการอายัดทรัพย์สิน ของเครือข่ายทุนเทาให้มีความรวดเร็วและเด็ดขาด
6.เพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ด้านการปราบปรามการฟอกเงิน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สายการเงินและเทคโนโลยี
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันอัตราการขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลงต่ำมากในทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มทุนขนาดใหญ่, SMEs และสินเชื่อรายย่อย ขณะที่ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของภาคครัวเรือ และ SMEs ยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบวิกฤตราคาพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แม้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงการเกิด Stagflation ยังต่ำ แรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าแรงต่ำ โอกาสเกิด Wage-Price Spiral มีน้อย เนื่องจาก ตลาดแรงงานไทยมีสัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำและมีอำนาจต่อรองต่ำ ไม่มีกลไกปรับค่าจ้างอัตโนมัติ
ขณะที่อุปทานแรงงานในขณะนี้ยังค่อนข้างยืดหยุ่น เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำและสัดส่วนหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจยังสูง จึงยังไม่มีความเสี่ยงของแรงกดดันเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ ประกอบกับเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (วิกฤติราคาน้ำมันแพง) จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ส่วนกรณีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) หากมีการผลักดันให้เกิดขึ้น ต้องยึดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้