ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งการเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจในครั้งนี้สร้างความกังวลว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะไม่สามารถขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้มากนักในยามที่ดีมานด์จากต่างประเทศอยู่ในภาวะซบเซา
กระทรวงการค้าของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกในเดือนก.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% จากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ช้าที่สุดในปีนี้ และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.2%
รายงานยอดค้าปลีกในวันนี้เป็นหลักฐานหนึ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจในต่างประเทศ ขณะที่อัตราว่างงานและภาวะเงินฝืดภายในประเทศส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยญี่ปุ่นจะเปิดเผยอัตราว่างงานเดือนก.ย.ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะยังทรงตัวที่ระดับเดิม 5.1%
นายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นได้อนุมัติวงเงิน 5.1 ล้านล้านเยนสำหรับมาตรการต่อสู่กับภาวะเงินฝืดและการแข็งค่าของเงินเยน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ของญี่ปุ่นกำหนดขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นและภาคธุรกิจขนาดเล็กรับมือกับสถานการณ์การแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งในปีนี้ เงินเยนพุ่งขึ้นไปกว่า 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ จนส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทในต่างประเทศ อีกทั้งยังบั่นทอนขีดความสามารถด้านการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่นที่ส่งสินค้าจำหน่ายในต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ มาตรการจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ประหยัดพลังงานได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการที่ตั้งไว้เนื่องจากเงินทุนงบประมาณดังกล่าวถูกใช้ไปหมดแล้ว
นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่า ในขณะที่ภาคการผลิตชะลอตัวลงต่อเนื่อง การใช้จ่ายผู้บริโภคก็มีแนวโน้มว่าจะขาดปัจจัยหนุนไปด้วย แม้ว่ารายได้ของผู้บริโภคจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการขยายตัวยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ
ด้านนายมาซาอากิ ชิรากาว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เริ่มเข้าร่วมประชุมนโยบายในวันนี้หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0 - 0.1% ไปในการประชุมครั้งที่แล้วและได้จัดตั้งเงินทุนซื้อสินทรัพย์มูลค่า 5 ล้านล้านเยนเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ