ธปท.พาส่องสัญญาณอันตราย ส่งออกหมดพลัง-ท่องเที่ยวแผ่ว ห่วงงบรัฐสะดุดฉุด GDP มองเงินเฟ้อติดลบยาวแต่ยังไม่ฝืด

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 7, 2026 14:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ธปท.พาส่องสัญญาณอันตราย ส่งออกหมดพลัง-ท่องเที่ยวแผ่ว ห่วงงบรัฐสะดุดฉุด GDP มองเงินเฟ้อติดลบยาวแต่ยังไม่ฝืด

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวในระหว่างการชี้แจง Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจชะลอลงจากครึ่งปีแรก จากการฉุดรั้งของทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักร และปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ทำให้ในปี 69 และ 70 อาจยังโตต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

ธปท. ประเมินว่า ปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในปี 68 จากนั้นในปี 70 อาจขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 2.3% ดังนั้น ปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเบ้ไปทางต่ำ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีออกมาเพิ่มเติม 2.ความล่าช้าของกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และ 3.การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันสูงและการเข้าถึงสินเชื่อ

นายสักกะภพ ยังกล่าวถึงการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% จากการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.68 เนื่องจากต้องการให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง และทำให้เกิดความมั่นใจว่าภาวะการเงินโดยรวมจะช่วยเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งนโยบายการเงินจะเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิผลมาตรการการเงินและนโยบายอื่น ๆ ของภาครัฐที่ทยอยออกมา

ขณะเดียวกัน เชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว เนื่องจากธุรกิจและครัวเรือนยังระมัดระวังการก่อหนี้และการลงทุน รวมถึงสถาบันการเงินยังมีความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

"การที่อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเช่นนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมความเปราะบางที่มาจากดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน รวมถึงพื้นที่ของนโยบายการเงินที่จะรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะมีขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งเมื่อมองไปในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่อาจจะเข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร" นายสักกะภพ ระบุ

น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวสูงกว่าประเทศอื่น แต่ในปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้การส่งออกไม่ได้เป็น Engine growth ดังเช่นในอดีต และหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ไทยได้ผลดีจากการเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีน้อยมาก ในขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง

"แม้ปี 68 ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยจะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักถึง 12% แต่ก็ไม่ใช่ engine growth อย่างในอดีต เพราะมากกว่า 50% มาจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนว่าเป็นการกระจุกตัว และเป็นสินค้าส่งออกที่มี import content สูง ดังนั้นจึงเป็นผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศแทบไม่เติบโตเลย

นอกจากนี้ การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงขึ้น สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 31% ขึ้นมาเป็นเท่าตัวจากปี 55 อยู่ที่ 15% ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าขั้นกลาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ค่อนข้างดี แต่นำมาซึ่งการนำเข้าส่วนประกอบค่อนข้างสูง ทำให้การผลิตของไทยไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก" น.ส.ปราณี กล่าว

ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวนั้น จะพบว่าในประเทศคู่แข่งของไทยในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ต่างมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดแล้ว ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด โดยล่าสุดในปี 68 มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 33 ล้านคน ลดลง 7% สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกัน

ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1.3% ชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 3.0% ทำให้คาดว่าทั้งปีที่แล้วจะขยายตัวราว 2.2%

สำหรับภาพในระยะข้างหน้านั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันสูงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยในปี 69 ธปท. มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวตามรายได้จากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยคาดว่าปี 69 การส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 0.6%

"ต้องจับตาผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า เพราะจะกระทบกับผู้ส่งออกที่เป็น SMEs ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างต่ำ ตลอดจนกระทบกับสินค้าที่มีการแข่งขันสูงในด้านราคา และสินค้าในกลุ่มที่มีอัตรากำไร (margins) ต่ำ เช่น สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป รวมไปถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลก" น.ส.ปราณี กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 69 เศรษฐกิจยังเผชิญกับแรงส่งของภาครัฐที่แผ่วลง อันเนื่องจากกระบวนการผ่านงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่ล่าช้าไปประมาณ 1 ไตรมาส เนื่องจากมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งและรอรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 35 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยกลับมา รวมถึงการขยายเส้นทางบินในยุโรป และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

ส่วนในปี 70 มองว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะฟื้นตัวมาที่ 2.3% แต่ยังถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ การที่เศรษฐกิจดีขึ้นมาจากแรงส่งของภาครัฐหลังมีรัฐบาลชุดใหม่และการผ่านงบประมาณ ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาเติบโตได้ราว 4.4% แต่หากมองไปข้างหน้า การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากการดำเนินนโยบายลดการขาดดุลการคลังที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 70 เพื่อป้องกันไม่ให้มีผลกระทบต่ออันดับเครดิตของประเทศ

ส่วนภาคท่องเที่ยวในปี 70 คาดว่าจะฟื้นตัว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 36 ล้านคน ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิต ยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูง

ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงภาพรวมอัตราเงินเฟ้อของไทยว่า ยังอยู่ในระดับต่ำ สืบเนื่องจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยข้อมูลเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ทั้งปี 68 ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานล่าสุดอยู่ที่ -0.14% แม้ว่า CPI จะติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาส แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาในระยะข้างหน้าทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% โดย ธปท.คาดว่า CPI จะกลับเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งแรกของปี 70

"ล่าสุด เงินเฟ้อติดลบ 4 ไตรมาส หรือ 1 ปี และคาดจะค่อยๆ สูงขึ้น การที่เงินเฟ้อติดลบ 1 ปี หลักๆ มาจากราคาพลังงานเป็นหลัก ในอดีตมีช่วงเงินเฟ้อติดลบ คือ 2015 ที่ Shale oil ที่เงินเฟ้อติดลบ 5 ไตรมาส และช่วงโควิด 2020 เงินเฟ้อติดลบ 1 ปี เราคงไม่นับว่าภาวะดังกล่าวเป็นเงินฝืด เพราะไม่ใช่ภาวะที่คนคิดว่าเงินเฟ้อจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนทำให้ลดการใช้จ่าย" นายสุรัช ระบุ

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย อีกทั้งยังมีการจ้างงานในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่เติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ และกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น การออกมาตรการทางการเงิน เช่น โครงการ SMEs credit boost ในช่วงเวลานี้ ถือว่ามีความเหมาะสม และจะเข้ามาช่วยเสริมนโยบายการเงิน เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพราะที่ผ่านมา สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมานาน และธุรกิจ SME มี NPL ในระดับสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่พอสมควร ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลความเสี่ยง

"เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้า ที่ระดับ 2% ยังต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้อง transit ต้องปรับตัวกับบริบทใหม่ และในช่วงปรับตัวนี้ เราวิ่งเต็มที่ไม่ได้ ต้องชะลอลงนิดนึง กลไกหนึ่งที่จะช่วยเสริมการปรับตัว คือการเสริมสภาพคล่อง และสินเชื่อ ดังนั้น timing ที่ออกโครงการนี้เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SME เป็นการให้สินเชื่อในการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ เน้นไปที่ธุรกิจใน sector ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีในอนาคต และไม่ว่าจะเป็น sector ใดก็ตาม หากนำสินเชื่อไปใช้ในการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพ ก็เป็นสิ่งที่เราสนับสนุน" นายปิติ กล่าว

พร้อมระบุว่า ลำพังในส่วนของสินเชื่อเอง อาจจะไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่เป็นเพียงตัวเสริมให้ภาคธุรกิจได้เกิดการปรับตัว ซึ่งหากการปรับตัวของภาคธุรกิจเกิดขึ้นได้จริง ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในระยะถัดไปได้

สำหรับกรณีสหรัฐฯ เปิดปฏฺบัติการทางทหารกับประเทศเวเนซุเอลานั้น สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นช็อคโลกครั้งที่ 2 จากสหรัฐ โดยช็อคแรกเกิดขึ้นเมื่อต้นปีก่อนในเรื่องของการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ส่วนต้นปีนี้เป็นช็อคเรื่องปฏิบัติการทางด้านทหาร และคาดว่าปีหน้าอาจจะมีช็อคที่ 3 ที่จะเขย่าการเงินโลกหลังจากจะมีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ การค้า การทหาร และการเงินโลก สหรัฐมีบทบาทสำคัญในทุกมิติ

อย่างไรก็ดี กรณีผลกระทบจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลานั้น ผลกระทบหลักที่ต่อโลกคือด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงมายังด้านเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญ จะทำให้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลกมีเพิ่มสูงขึ้น และสิ่งที่จะตามมาคือ การลงทุนอาจจะชะลอตัว

"ผลกระทบจากเวเนฯ ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจ อาจเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักคือ ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ และต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ...กนง.ยังไม่มีมุมมองเรื่องนี้ แต่กำลังประเมินผลกระทบการเปิดฉากทางการทหาร จะส่งผลอย่างไรต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แน่นอนว่า ความไม่แน่นอนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเห็นผลชัดเจนอย่างแรก คือ การลงทุนที่จะชะลอตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม" นายปิติ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ