นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ "กองทุนรวมวายุภักษ์ 1" ว่า ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นการเปิดกองทุนรวมฯ มาแล้ว 1 ปี 3 เดือนนั้น กองทุนฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตได้ได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) และทำผลตอบแทนชนะ Benchmark ได้ แม้ว่าสภาพตลาดจะไม่เอื้ออำนวย ซึ่งจากผลการดำเนินการที่เติบโตอย่างดีนี้ ส่งผลให้กองทุนฯ สามารถประกาศจ่ายเงินปันผลในปี 2568 ที่ 6.09% สูงกว่าผลตอบแทนที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3%
"แม้สภาวะตลาดโดยรวม จะไม่เอื้ออำนวย แต่ด้วยกลไกการบริหารที่เน้นความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส ยึกหลักธรรมาภิบาล และสามารถตอบได้ทุกคำถามในการลงทุน ด้วยวัตถุประสงค์ของกองทุน ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการออม ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 เรามีข่าวดี จากผลประกอบการที่ดีนี้ ทำให้สามารถประกาศจ่ายเงินปันผลได้ที่ 6.09% ซึ่งเป็นระดับที่ชนะทุกความท้าทายในช่วงที่ตลาดทุนไม่ดี สะท้อนว่าเราสามารถบริหารได้อย่างเหมาะสม แม้จะมีปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากก็ตาม" ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) ยืนยันว่ากองทุนฯ มีสภาพคล่องเพียงพอในการจ่ายเงินปันผลอยู่แล้ว โดยเงินปันผลปี 2568 ที่จ่ายในอัตรา 6.09% คิดเป็นวงเงินรวมราว 9 พันล้านบาท โดยในวันที่ 22 ม.ค.69 จะเป็นการจ่ายปันผลครั้งที่ 3 ที่ 4.6% จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จ่ายไปแล้ว 1.75% คิดเป็นวงเงินราว 2 พันกว่าล้านบาท และเมื่อปลายปี 2567 จ่ายไปแล้ว 0.75%
สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนของกองทุนวายุภักษ์นั้น ยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลักกว่า 90% โดยเฉพาะหุ้นที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และกลุ่ม ESG อีกส่วนที่เหลือเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ โดยกองทุนฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนการลงทุนที่วางกรอบเอาไว้ตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน ได้มีความเข้มข้นในการคัดกรองหุ้นที่จะเข้าไปลงทุน โดยประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่กองทุนฯ ให้ความสนใจอย่างมาก ดังนั้นหุ้นที่จะลงทุน ต้องผ่านกลไกการกลั่นกรองอย่างเข้มข้น และต้องมี ESG ด้วย
ส่วนภาพรวมการลงทุนในปี 2569 นั้น นางชวินดา มองว่า ปีนี้น่าจะหนักหน่วงน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะปัจจัยกดดันต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยในและต่างประเทศที่เริ่มเบาลง ขณะที่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อาจยังส่งผลกระทบอยู่ แต่เชื่อว่าสถานการณ์อาจจะไม่ลากยาวเกินไป จึงมองว่าปัจจัยดังกล่าว อาจส่งผลเชิงลบกับตลาดน้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนสถานการณ์การเมืองในประเทศ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยประเมินว่าน่าจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ได้ภายในไตรมาส 2-3/2569 หรือตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และมองว่าไม่น่าจะลากยาว หรือเกิดปัญหาใหญ่อะไรขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมด ทำให้คาดว่าจะเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศดำเนินไปได้ปกติ
"ปีก่อน เป็นปีที่หนักหน่วง เพราะมีปัจจัยภายในและภายนอกที่สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของตลาดหลายอย่าง ทั้งภาษีสหรัฐฯ, การครบกำหนดมาตรการ LTF, การเมือง และปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนสั่นคลอน และปัจจัยใหญ่เลย คือ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และดอกเบี้ยในตลาดโลก ซึ่งกองทุนฯ สามารถพยุงมาได้จนถึงสิ้นปี และสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ ส่วนปีนี้ น้ำหนักเรื่องดอกเบี้ยและต่างประเทศน่าจะเบาลง ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐฯ นั้น เดินมาเกินครึ่งทางที่จะส่งผลกระทบกับทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และนอกตลาด ซึ่งมองว่าทุกบริษัทเตรียมพร้อมกันอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบที่รุนแรงในเรื่องภาษีไม่คิดว่าจะเป็นประเด็น เพราะทุกคนมีการเตรียมความพร้อมรับมือหมดแล้ว" นางชวินดา กล่าวโดยปัจจุบัน กองทุนรวมวายุภักษ์ มีขนาดสินทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น กองทุนฯ ประเภท ก. 1.5 แสนล้านบาท และกองทุนฯ ประเภท ข. 3.3 แสนล้านบาท