ธปท.ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ย ยันไทยห่าง Stagflation เงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว มองกู้ 4 แสนล้านดัน GDP เพิ่ม 0.6%

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday May 13, 2026 13:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ธปท.ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ย ยันไทยห่าง Stagflation เงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว มองกู้ 4 แสนล้านดัน GDP เพิ่ม 0.6%

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกสักระยะ แต่เชื่อว่าจะไม่สูงยาวนานเกิน 1 ปี โดยตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะเป็นจุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อสูง และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะได้เห็นเงินเฟ้อที่ระดับ 4-5% ซึ่งจะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น จากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลง

ธปท.ประเมินว่าในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.9% จากปีก่อน ขณะที่ปี 70 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.5%

นายดอน กล่าวด้วยว่า แม้จะมีโอกาสเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 4-5% ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดภาวะ Stagflation เพราะมองว่าเงินเฟ้อที่ 5% ไม่ได้ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก หากเทียบกับช่วงเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราเงินเฟ้อของไทยเคยขึ้นไปถึงระดับ 7-8% ด้วยซ้ำ

"ยืนยันว่ายังไม่เห็น Stagflation แม้ในกรณีที่เป็น worst case ว่าสงครามตะวันออกกลางจะยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี หรือ GDP จะต่ำกว่า 1% และเงินเฟ้อจะสูงเกินกว่า 5% ก็ตาม ซึ่งเรามองว่าเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับลดลง จึงยังไม่ถือว่าเป็น Stagflation แต่หากเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดลอย ยึดเหนี่ยวไม่ได้ สิ่งที่จะเห็นคือเงินเฟ้อขึ้นค้างต่อไป 7% ในปีหน้า ถ้าแบบนี้ ก็ต้องระวัง เพราะถ้าถึงกรณีนี้จริง บทบาทของธนาคารกลางทั่วโลกจะทำ คือ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะธนาคารกลางทั่วโลก เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างเงินเฟ้อ กับการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะเลือก เงินเฟ้อ...แต่ ณ ตอนนี้สถานการณ์ของประเทศไทยยังห่างจุดนั้นเยอะ เพราะของเรา อาจต้องระวังมากกว่าเมื่อ Shock ของพลังงานหมดไปแล้ว ว่าในช่วงท้ายของประมาณการ เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้ ยังไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า" นายดอน ระบุ

ส่วนแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น นายดอน กล่าวว่า ต้องขึ้นกับข้อมูลที่จะออกมา ณ ขณะนั้น แต่มองว่าในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ถือว่ามีความเหมาะสม และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจตอนนี้แล้ว

"แม้ กนง.จะให้น้ำหนักความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในระยะข้างหน้า ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่เราไม่น่าจะเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันนี้มากนัก หากเทียบกับธนาคารกลางอื่นทั่วโลก เราอยู่ใน position ที่เอื้อว่าไม่ให้เราต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะเรามาจากจุดที่ต่ำ เดิมเงินเฟ้อเราต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย แต่ธนาคารกลางทั่วโลก เงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายทั้งนั้น แม้ธนาคารกลางทั่วโลก มี next move จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ประเทศไทย ต้องบอกว่าสามารถรอได้นานกว่าคนอื่นค่อนข้างเยอะ แต่อย่างไรก็ดี กนง.ก็คงต้องนำข้อมูลจากการประชุมครั้งถัดไปมาดูอีกทีว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่เราได้มองไว้ตอนนี้ อย่างมีนัยหรือไม่" นายดอน ระบุ

พร้อมมองว่า ดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1% ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และอาจจะมาถึงจุดที่ใกล้ขีดจำกัดของนโยบาย ส่วนในแง่ของเศรษฐกิจนั้น มองว่านโยบายการเงินยังพอมีพื้นที่ (Room) ที่จะดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในด้านศักยภาพของเศรษฐกิจ ในด้านนโยบายการเงินไม่ได้มีอิทธิพลมากนัก

"1% ในปัจจุบันต่ำมากแล้ว และโอกาสที่จะต่ำมากกว่านี้ ก็ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดี ในระยะข้างหน้า จะต้องอาศัยสิ่งที่นอกเหนือจากนโยบายการเงิน คือ นโยบายการคลัง และเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ" นายดอน ระบุ

ส่วนในเรื่องของ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น นายดอน กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 ได้หารือเรื่องนี้กันพอสมควร เพราะจะมีผลทำให้หนี้สาธารณะของไทยใกล้ชนเพดานที่ 70% ต่อ GDP ซึ่งอาจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีถัดไป

"แปลว่า พื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยลงมาก ทำให้ กนง.หารือว่าต้องพยายามใช้ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด และการกระตุ้นบริโภค พยายามทำให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะอาจมี shock มาเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งรีบใช้ให้หมด ถ้าหากมีอุบัติเหตุเข้ามาเพิ่มเติม" นายดอน กล่าว
*คาดเงินเฟ้อทะลุกรอบเป้าหมาย 3-4 ไตรมาส แต่เชื่อไม่เกิด second round effect

ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2569 จะสูงขึ้นเป็นการชั่วคราว ตามทิศทางของราคาพลังงาน และการส่งผ่านต้นทุน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น และสูงเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน (ที่ 1-3%) ไปอีกราว 3-4 ไตรมาส ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ไม่ได้ปรับสูงขึ้นมาก เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด second round effect จากเงินเฟ้อ เพราะเหตุผลประกอบที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงสร้างตลาดแรงงานไทย ทำให้มีโอกาสต่ำที่จะเกิด wage-price spiral เนื่องจากตลาดแรงงานไทย มีสัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำ อีกทั้งอำนาจต่อรองของลูกจ้างยังต่ำ และไม่มีกลไกปรับค่าจ้างอัตโนมัติ (wage indexation) อีกทั้งอุปทานของแรงงานค่อนข้างยืดหยุ่น

2. เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

3. เศรษฐกิจไทยปัจจุบันขยายตัวต่ำ balance sheets ของครัวเรือน และ SMEs เปราะบาง ส่งผลให้ demand-pull inflation มีจำกัด

อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า ยังต้องติดตามพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ผลิต ที่จะส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังสินค้าหมวดอื่น ๆ และการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งจะสะท้อนความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงค้างนาน

  • ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสมกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นายสุรัช กล่าวด้วยว่า การดำเนินนโยบายการเงิน ควรจะต้องสอดคล้องกับที่มาของเงินเฟ้อ และไม่ควรตอบสนองต่อปัจจัยอุปทานที่ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ แต่จะโน้มลดลงในปีหน้า โดยมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันที่ 1.0% มีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเงินได้หลายฉากทัศน์

ในทางกลับกัน การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในบริบทที่เงินเฟ้อสูงเป็นการชั่วคราวนั้น อาจจะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ภาคธุรกิจ และครัวเรือนที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัว และยังมีความเปราะบาง ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายภายใต้บริบทที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่นั้น อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางได้

นายสุรัช กล่าวว่า ภายใต้ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. เงินเฟ้อคาดการณ์ และพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ 2. ราคาสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง และต่อเนื่อง 3. ผลของมาตรการภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบด้านพลังงาน 4. การเกิด supply disruptions ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิต และการจ้างงาน

ส่วนความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท ตั้งแต่เริ่มสงครามในตะวันออกกลางนั้น นายสุรัช กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าไปแล้ว 3.5% แต่หากเทียบดูตั้งแต่ต้นปี 2569 (YTD) ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าไปเพียง 2% กว่าเท่านั้น ถือว่ายังไม่ได้ผิดปกติ

  • พ.ร.ก.กู้ 4 แสนลบ.ดัน GDP ปี 69 โตเพิ่ม 0.6%

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าจะช่วยผลักดัน GDP ของไทยในปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.6% จากในกรณีฐาน ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5%

ทั้งนี้ การประมาณการเศรษฐกิจไทยดังกล่าว ได้รวมผลจากการกู้เงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทแรก ที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้แล้ว ในขณะที่เงินกู้อีก 2 แสนล้านบาทหลัง คาดว่าไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในปีนี้มาก

โดย ธปท.ประเมินว่า ในปีนี้มูลค่าการส่งออกของไทย จะขยายตัวได้ 8.1% ซึ่งการส่งออกสินค้าขยายตัวสูงจากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีตามอุปสงค์ของ data center ส่วนในปี 70 การส่งออกจะชะลอลงเหลือ 1.1% เนื่องจากผลของฐานที่สูงในปีนี้ ส่วนในภาคการท่องเที่ยว คาดว่าปีนี้ จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 33 ล้านคน ส่วนปี 70 ที่ 35.5 ล้านคน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ