เปิดรายงาน กนง.ชี้ศก.ไทยเสี่ยงชะลอ จับตา "สงคราม-เอลนีโญ" หวังมาตรการการคลังช่วยดัน GDP

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday May 13, 2026 14:58 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เปิดรายงาน กนง.ชี้ศก.ไทยเสี่ยงชะลอ จับตา

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 69 ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ โดยมีการอภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้

- อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) โดยความเสี่ยง second-round effect ของเงินเฟ้อไทยจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง จึงต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

- เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ จนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ซึ่งอาจกระทบภาคการผลิตและการจ้างงานในระยะต่อไป ทั้งนี้ กรณีที่รัฐบาลออกมาตรการทางการคลังเพิ่มเติม เศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้

- สินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินอยู่ระหว่างประเมินผลของสงคราม และยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาค สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.00% เป็นระดับที่เหมาะสม และสามารถรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อได้หลายฉากทัศน์

"การขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่ยังไม่เห็นสัญญาณความเสี่ยงเงินเฟ้อชัดเจน จะซ้ำเติมธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มที่เปราะบางอยู่เดิม และอยู่ระหว่างการปรับตัว ขณะที่การลดดอกเบี้ยภายใต้บริบทปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว" รายงาน กนง. ระบุ

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ในปี 69 ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 70 โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น และการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงราคาหมวดอาหารสดมีแนวโน้มปรับขึ้น เพิ่มเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2/69 และจะทยอยปรับลดลงในปี 70 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 69 และ 70 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ

ด้านเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้น 1 ปี ที่สำรวจจากผู้ประกอบการปรับสูงขึ้นบ้าง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางในอีก 5 ปีข้างหน้า จากข้อมูลตลาดการเงินและการสำรวจนักวิเคราะห์ยังใกล้เคียงเดิม การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ จะเป็นไปตามต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นหลัก และความเสี่ยง second round effect ค่อนข้างจำกัด

โดยจากการสำรวจผู้ประกอบการราว 150 ราย พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับขึ้นราคาไม่เกิน 20% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การปรับขึ้นราคาขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยธุรกิจที่ปรับราคามากกว่า 20% เป็นกลุ่มที่ต้นทุนสูงขึ้นมาก หรือมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการเร่งซื้อของผู้บริโภค เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันพืช และสายการบิน ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ เนื่องจากได้ทาสัญญาคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว หรือเผชิญการแข่งขันที่สูง และกำลังซื้อที่ลดลง

สำหรับความเสี่ยง second-round effect ของไทยมีจำกัด เนื่องจาก (1) โครงสร้างของตลาดแรงงานไทยที่ยืดหยุ่น และแรงงานมีอำนาจต่อรองน้อย ทำให้มีโอกาสต่ำในการเกิดวัฏจักรการเพิ่มขึ้นค่าจ้าง และราคาสินค้า (wage-price spiral) (2) เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย และ (3) แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัดตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการ และความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด จากทั้งราคาพลังงาน และการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาของผู้ประกอบการที่อาจสูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่อาจปรับสูงขึ้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเสริมกัน ทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด โดยควรรักษาสมดุลระหว่างการบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจในระยะสั้น และการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ ควรคานึงถึงประสิทธิผล และขีดความสามารถในการดาเนินนโยบาย (policy space) ของทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่มีอยู่จำกัด


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ