นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.3 ในเดือนเมษายน 2569
- ปัจจัยลบ
การปรับลดลงของดัชนีฯ มีปัจจัยกดดันจากภาคการผลิตที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคการส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร และภาคการผลิต ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง หรือเกิดความล่าช้าในกระบวนการผลิต อีกทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา และปุ๋ยเคมี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท อาทิ พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเกษตรแปรรูป
ขณะที่ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนด้านการขนส่ง
ในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งผลดีต่อการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐยังมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติมาตรการผ่อนผันหลักเกณฑ์การคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) เป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นแก่ผู้รับเหมาภาครัฐ รวมถึงมาตรการขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value Ratio: LTV) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยกระตุ้นความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.8 ในเดือนเมษายน 2569 โดยมีแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีการยุติการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และปุ๋ยเคมี
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3-4% จากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต ที่ทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น วงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณ 0.6-0.8% และมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคการผลิตในระยะต่อไป
- ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการอุดหนุนน้ำมันแก่ภาคขนส่งแบบมุ่งเป้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ลดภาระต้นทุนของภาคการผลิต รวมทั้งช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน
- เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ผ่านกลไก Supply Chain Financing ในโครงการ PromptBIZ ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ "พี่ช่วยน้อง" เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
- เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการนำเทคโนโลยี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) มาใช้เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ