ครม. รับทราบรายงานความเสี่ยงการคลังปีงบ 61 โดยภาพรวมไม่พบความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง

ข่าวเศรษฐกิจ 2 เมษายน พ.ศ. 2562 19:02 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2561 ซึ่งเป็นการรายงานโดยกระทรวงการคลัง ที่แสดงผลการประเมินความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากผลกระทบของเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน นโยบายของรัฐบาล และผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐที่อาจก่อให้เกิดภาระทางการคลังของรัฐบาล รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยในรายงานฯ ได้แบ่งออกเป็น 6 ภาคส่วนที่สำคัญ ได้แก่ ภาครัฐบาล, ภาคกองทุนนอกงบประมาณ, ภาครัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (รัฐวิสาหกิจ), ภาคสถาบันการเงินเฉพาะกิจ, ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคการเงิน โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อภาระทางการคลังของรัฐบาลใน 4 มิติ ได้แก่ ภาระแบบชัดเจนโดยตรง, ภาระแบบชัดเจนที่เป็นภาระผูกพัน, ภาระโดยนัยแบบโดยตรง และภาระโดยนัยที่เป็นภาระผูกพัน ดังนี้

1.ภาครัฐบาล

ในปีงบประมาณ 2561 พบว่า สถานะทางการคลังของรัฐบาลอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังตามระบบกระแสเงินสด จำนวนทั้งสิ้น 2,524,249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากปีงบประมาณ 2560 ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 3,007,203 ล้านบาท โดยสามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ 92% ของประมาณการ ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 482,954 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ในขณะที่เงินคงคลังปลายปี มีจำนวนทั้งสิ้น 633,436 ล้านบาท และสัดส่วนหนี้สาธารณะ คิดเป็น 42% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 60%

2.ภาคกองทุนนอกงบประมาณ

ในปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กองทุนนอกงบประมาณทั้งสิ้น 224,729 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นอกจากนี้ รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินสมทบและเงินอุดหนุนให้แก่กองทุนประกันสังคม จำนวนทั้งสิ้น 95,989 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเงินทุนของกองทุนนอกงบประมาณมีสัดส่วนหนี้สินในระดับต่ำ ทำให้ความเสี่ยงด้านการผิดชำระหนี้ของกองทุนนอกงบประมาณในภาพรวม สามารถบริหารจัดการได้ จึงยังไม่มีความเสี่ยงทางการคลังที่เป็นภาระผูกพันจากภาคกองทุนนอกงบประมาณที่มีนัยสำคัญ

3.ภาครัฐวิสาหกิจ

ในปีงบประมาณ 2561 พบว่าความเสี่ยงทางการคลังยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานะทางการเมืองของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นสาขาสื่อสาร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม) โดยภาครัฐวิสาหกิจสามารถจ่ายเงินสุทธิให้รัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2561 มีเงินจ่ายสุทธิให้กับรัฐบาลจำนวนทั้งสิ้น 103,152 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีงบประมาณ 2560 อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังมีภาระทางการคลังจากการรับภาระหนี้แทนรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาระทางการคลังแบบชัดเจนโดยตรง จำนวนทั้งสิ้น 218,405 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อลดภาวะทางการคลังดังกล่าว รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนการฟื้นฟูองค์กร เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นต้น ควรเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง

4. ภาคสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

ในปีงบประมาณ 2561 พบว่ายังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยรัฐบาลไม่มีภาระเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2562 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้รับเงินเพิ่มทุนจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาผลการดำเนินงานขาดทุนจำนวน 16,079 ล้านบาท ซึ่งยังไม่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรง อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังมีภาระคงค้างที่ต้องชดเชยให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจสำหรับการดำเนินการตามนโยบายรับบาล โดย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 855,121 ล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลควรตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยการดำเนินโครงการนโยบายรัฐให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจในโอกาสแรกที่กระทำได้ ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

5. ภาคองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ในปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีรายได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 253,792 ล้านบาท และรายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้จำนวน 130,094 ล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ที่ อปท.สามารถเก็บได้เองมีเพียง 10.8% ของรายได้รวม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อปท.ยังคงพึ่งพารายได้ส่วนใหญ่จากรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้น อปท.จึงควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในส่วนที่ อปท.เก็บเองเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากรับบาลลง นอกจากนี้ ควรผลักดันให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมบัญชีกลางมีการจัดทำและเชื่อมโยงฐานข้อมูลทางการคลังที่เกี่ยวข้องกับ อปท.เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถุกต้องและเป็นประโยชน์ในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ อปท.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.ภาคการเงิน

ในปีงบประมาณ 2561 พบว่าภาคการเงินยังมีความแข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงน้อยที่จะเป็นภาระต่องบประมาณ โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ยังสามารถชำระหนี้ของกองทุนอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความแข็งแกร่ง ทำให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากยังไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องเข้าไปรับภาระในการจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ฝากเงิน

นอกจากนี้ ระบบธุรกิจประกันภัยยังมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ดังนั้น จึงยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะมีแนวโน้มในการก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาลที่มาจากภาคการเงินอย่างมีนัยสำคัญ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ