ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง. 7 ส.ค.ยังคงดอกเบี้ย รอประเมินปัจจัยเสี่ยง-ปัจจัยหนุนต่อศก.ไทยในระยะข้างหน้า

ข่าวเศรษฐกิจ Monday August 5, 2019 12:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 5 ของปี 2562 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% โดยมองว่า กนง.ยังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยความเสี่ยงเชิงเสถียรภาพในระบบการเงิน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่แม้จะมีแรงส่งชะลอลง แต่ยังคาดหวังผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่จะประคองภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้ปรับดีขึ้นจากครึ่งแรกของปี

ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา แรงฉุดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคต่างประเทศอันเป็นผลจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการเก็บภาษีสินค้าจีนอัตรา 10% กับสินค้ากลุ่มที่เหลืออยู่ 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 กันยายน 2562

นอกจากนี้ ประเด็น Brexit อาจจะมีผลต่อความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุน อย่างไรก็ดี กนง.คงรอติดตามผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ภาพรวมของตลาดการเงินที่ผ่อนคลายซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลาง-ยาวปรับลดลง 0.3-0.9% จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลอดจน แรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ลดลง อันเป็นผลจากมาตรการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการส่งสัญญาณของเฟดต่อการปรับนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมรอบกรกฎาคม 2562 ว่าเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยกลางวัฎจักร มิใช่การส่งสัญญาณถึงวัฎจักรอัตราดอกเบี้ยขาลงอาจจะช่วงลดแรงกดดันต่อปัจจัยการแข็งค่าของเงินบาท น่าจะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า จากภาพของเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้มองว่า กนง. คงจะประเมินทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยหนุนดังที่กล่าวมาขั้นต้นอย่างรอบคอบโดยหากทิศทางของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอลงจากครึ่งแรก คงจะเปิดโอกาสให้ กนง. มีการทบทวนความเหมาะสมของการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ในขณะที่ประเด็นเสถียรภาพระยะยาว ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ กนง.ให้น้ำหนักในช่วงนี้ ทั้งนี้ กนง.คงจะเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินภายใต้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงเชิงเสถียรภาพการเงินจากการเร่งตัวขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่อาจเป็นปัจจัยกดดันศักยภาพของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดย ธปท.ได้ประกาศใช้มาตรการดูแลความเสี่ยงเฉพาะทาง (Macro และ Micro prudential) อาทิ การกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) ตลอดจน มาตรฐานดูแลคุณภาพสินเชื่อ อาทิ การจำกัดอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในสิ้นปีนี้ ต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ในการปรับลดปัจจัยเสี่ยงเชิงเสถียรภาพ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ