ม.หอการค้าไทย เผยดัชนี SMEs Q3/62 ปรับลดทุกรายการ แต่คาด Q4/62 มีสัญญาณดีขึ้น รับผลมาตรการภาครัฐ

ข่าวเศรษฐกิจ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562 12:22 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนี SMEs ประจำไตรมาส 3/2562 ว่า ปรับลดทุกด้าน ทั้งสถานการณ์ธุรกิจ ความสามารถในการทำธุรกิจ ความยั่งยืนของธุรกิจ โดยในไตรมาส 3/62 ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ อยู่ที่ 41.5 ปรับตัวลดลง 1.2 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/62 ส่วนไตรมาส 4/62 คาดว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 41.9 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ 36.2 มาอยู่ที่ระดับ 35.0 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจจากระดับ 48.0 มาอยู่ที่ระดับ 47.0

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนี SMEs Q3/62 ปรับลดทุกรายการ แต่คาด Q4/62 มีสัญญาณดีขึ้น รับผลมาตรการภาครัฐ

ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 3/2562 อยู่ที่ระดับ 47.8 ปรับตัวลดลง 1.0 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 4/2562 จะขยับขึ้นอยู่ที่ 48.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ 40.8 มาอยู่ที่ระดับ 39.6 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว.จากระดับ 56.8 มาอยู่ที่ระดับ 56.2

ด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 3/2562 อยู่ที่ระดับ 51.1 ปรับตัวลดลง 0.7จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 4/2562 จะขยับขึ้นอยู่ที่ 51.4 เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีจากระดับ 44.5 มาอยู่ที่ระดับ 43.8 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว.จากระดับ 59.1 มาอยู่ที่ระดับ 58.5

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไตรมาสที่ 3/2562 พบว่า อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวลดลง 0.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่คาดว่าในไตรมาสที่ 4/2562 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 47.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ลดลงจาก 40.5 มาอยู่ที่ 39.4 ส่วนลูกค้า ธพว.ดัชนีความสามารถในการแข่งขันจาก 54.7 มาอยู่ที่ 53.9

ส่วนความต้องการความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือพัฒนากิจการจากภาครัฐนั้น กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ด้านสินเชื่อ ต้องการให้ลดข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อการเข้าถึงสินเชื่อให้ง่ายขึ้น อาทิ ลดขั้นตอน ลดเอกสาร ปรับลดอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้, ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ต้องการให้มีมาตรการหรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการช้อปช่วยชาติ ธงฟ้าราคาประหยัด การกระตุ้นการส่งออก การลดค่าครองชีพ ควบคุมราคาน้ำมัน เป็นต้น, ด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี เช่น สนับสนุนทุนเทคโนโลยี ช่องทางการค้าแก่ SMEs การอบรมความรู้ให้ผู้ประกอบการ

ด้านการตลาด เช่น กลยุทธ์ส่งเสริมทางด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ แหล่งตลาดใหม่ๆ, ด้านภาษี เช่น การลดอัตราภาษี ปรับโครงสร้างภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อาทิ ภาษีทางการค้า ภาษีรายได้ ภาษีสินค้า-บริการ และด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ กระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว อนุรักษ์ธรรมชาติพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพิ่มความสนใจนักท่องเที่ยว

"ผลสำรวจครั้งนี้ สะท้อนว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยมีความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของ SMEs ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 4/2562 จะปรับดีขึ้น เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ออกมาแล้ว และกำลังทยอยออกมาเพิ่มเติมต่อเนื่อง มีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เกิดการใช้จ่ายอย่างคึกคัก ประกอบกับเข้าสู่ฤดูกาลการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีให้ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องได้รับประโยชน์มีรายได้เพิ่มมากขึ้น" นายธนวรรธน์ระบุ

ด้านนางจงรักษ์ โปลิตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวเสริมว่า จากผลสำรวจดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่ม SMEs ที่เป็นลูกค้า ธพว.ค่าเฉลี่ยดัชนีทุกด้านสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. เนื่องจากธนาคารมีกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการคู่กับการให้สินเชื่อ เช่น อบรมการทำตลาดออนไลน์ บริหารจัดการต้นทุนธุรกิจ จัดทำบัญชีเข้าสู่ระบบ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น อีกทั้งช่วยขยายตลาดใหม่เพิ่มยอดขาย เช่น พาออกงานแสดงสินค้าที่ธนาคารจัดขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ พาเปิดตลาดอีคอมเมิร์ซ ผ่านแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง อย่าง Thailandpostmart.com, Shopee และ Lazada เป็นต้น และช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของลูกค้าธนาคารผ่านสื่อต่างๆ ทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

"จากกระบวนพัฒนาเหล่านี้ ช่วยให้ลูกค้า ธพว.มีศักยภาพ สามารถปรับตัวทันโลกธุรกิจยุคใหม่ ดังนั้นธนาคารฯ จะเดินหน้าแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง" นางจงรักษ์กล่าว

พร้อมคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ SMEs จะขยายตัว ธนาคารจึงได้เตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไว้รองรับให้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปใช้เสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงธุรกิจ หรือเป็นทุนหมุนเวียน เช่น สินเชื่อนิติบุคคล555 วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.479% ต่อเดือน รวมทั้งสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยถูก โดยนิติบุคคล 3 ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน และบุคคลธรรมดา 3 ปีแรกเพียง 0.42% ต่อเดือน เป็นต้น

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ SME D Bank สำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 3/2562 จาก 1,234 ตัวอย่างทั่วประเทศ โดยสำรวจ 3 ดัชนี ได้แก่ 1.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs (SMEs Situation Index) 2.ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ (SMEs Competency Index) และ 3.ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ SMEs (SMEs Sustainability Index) เพื่อนำมาประมวลให้เห็นถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs (SMEs Competitiveness Index)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ